Tag Archive for: ศูนย์บริการโตโยต้า

5 เทคนิคง่ายๆช่วยดูแลถนอมช่วงล่างให้หายห่วง

 

ช่วงล่างของรถทำหน้าที่รองรับน้ำหนักการบรรทุก และแรงสั่นสะเทือนเวลาขับขี่ รวมถึงเป็นตัวขับเคลื่อนในหลายๆอุปกรณ์ ให้รถยนต์สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า การบำรุงรักษาช่วงล่างจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก

ขอแนะนำ 5 เทคนิคง่ายๆที่จะช่วยถนอมช่วงล่างของรถยนต์

  1. ในขณะขับขี่ให้สังเกตุพื้นผิวถนน หากมีความเสียหาย มีหลุม ขรุขระ ควรชะลอความเร็วในการขับขี่ ไม่ควรใช้ความเร็วเกินไป
  2. ไม่บรรทุกของหนักเกินจำเป็น ส่งผลต่อช่วงล่างและกลไกอื่นๆของรถ 
  3. หากต้องขับผ่านเส้นทางที่มีลูกระนาด หรือถนนลูกรัง หากรถบรรทุกหนัก ควรเหยียบเบรกเพื่อชะลอความเร็วก่อนที่จะถึงลูกระนาด และปล่อยเบรกขณะขึ้นลูกระนาด เพื่อลดแรงกระแทกต่อช่วงล่าง
  4. ควรเติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐานเหมาะสมกับการใช้งาน หากลมยางแข็งเกินไปช่วงล่างจะรับแรงกระแทกเยอะ แต่หากลมยางอ่อนเกินไปจะทำให้ระบบการบังคับเลี้ยวทำงานหนักกว่าปกติ
  5. เข้าตรวจเช็กสภาพช่วงล่างตามระยะที่แนะนำ เพื่อให้รถพร้อมใช้งานอยู่เสมอ

หากปฏิบัติตามคำแนะนำก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานช่วงล่างได้ หากพบความผิดปกติเวลาขับขี่ เช่น มีเสียงดังผิดปกติ รถไม่นิ่ง การควบคุมพวงมาลัยไม่เหมือนเดิม เป็นสัญญาณบอกว่าช่วงล่างอาจมีปัญหา ให้รีบนำรถเข้าตรวจเช็กที่ศูนย์บริการทันที

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

Call Center : 02-510-9999

นัดหมายเข้าศูนย์บริการ Click : https://bit.ly/3PDOLgp

รับแคมเปญสำหรับซื้อรถใหม่ Click : https://bit.ly/3VB1VhO

Line @toyotakrungthai Click : https://lin.ee/i8Nhjbj

Facebook Toyota Krungthai Click : https://bit.ly/4aN5oiK

ควรเลือกแบตเตอรี่รถยนต์แบบไหน ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

แบตเตอรี่ ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญมากสำหรับรถยนต์ทุกคัน เพราะมันคือแหล่งพลังงานแรกที่จะเอาไว้สตาร์ทเครื่องยนต์ให้ติดและพร้อมเดินทางได้ และมีอายุการใช้งาน เมื่อแบตหมดก็ต้องเปลี่ยนใหม่ 

 ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีที่มีความทันสมัยมากขึ้น แบตเตอรี่รถยนต์จึงถูกผลิตออกมาหลากหลายประเภท แต่ละประเภทมีข้อดี-ข้อเสียอะไรบ้าง

  1. แบตเตอรี่แบบน้ำ หรือ แบตเตอรี่ธรรมดา คือแบตเตอรี่ที่หลายคนคุ้นเคยดีเป็นที่นิยมใช้มากที่สุด ราคาถูกสุด แต่ก่อนใช้งานต้องมีการเติมน้ำกรดลงไป แล้วชาร์จไฟเข้าไปก่อนการใช้งาน การเลือกใช้แบตเตอรี่ประเภทนี้ต้องดูแลเติมน้ำกลั่นอย่างสม่ำเสมอ 

      ข้อดี : มีความทนทานต่อการปะจุไฟเกินและคายประจุ มีอายุที่ใช้งานค่อนข้างนานและราคาถูก

      ข้อเสีย : ต้องคอยตรวจสอบระดับน้ำกลั่นก่อนการใช้งานอยู่เสมอ อาจจะสัปดาห์ละครั้งขึ้นอยู่กับการใช้งาน และหากมีการเคลื่อนย้ายตัวแบตเตอรี่ต้องระมัดระวังสารละลายที่อาจรั่วไหลออกมาได้

  1. แบตเตอรี่แบบแห้ง คือแบตเตอรี่ที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน เนื่องจากไม่จำเป็นต้องดูแลอะไรเลย ไม่ต้องคอยเติมน้ำกลั่น สามารถปล่อยทิ้งไว้ในสภาพที่ไม่มีประจุไฟได้นานกว่าแบตเตอรี่แบบน้ำ ไม่ต้องชาร์จไฟเพื่อกระตุ้นแบตเตอรี่

      ข้อดี : เหมาะกับคนในยุคปัจจุบันที่ไม่ค่อยมีเวลาในการดูแลรถยนต์ ไม่ต้องเช็กบ่อยๆ ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น แบตไม่หมดแม้จะไม่ได้ใช้รถเป็นเวลานาน

      ข้อเสีย : มีราคาค่อนข้างสูงกว่าแบตเตอรี่แบบน้ำ และ แบตเตอรี่กึ่งแห้ง และตัวแบตฯมีรูระบายอากาศค่อนข้างเล็ก อาจอุดตันง่าย ส่งผลให้เกิดแรงดันภายในแบตเตอรี่ได้

  1. แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง หรือ แบต MF คือแบตเตอรี่ที่ยังมีรูให้สามารถเติมน้ำกลั่นได้ เป็นแบตฯที่ยังต้องดูแลอยู่เสมอ อาจไม่บ่อยเท่าแบตเตอรี่แบบน้ำ โดยหมั่นตรวจสอบระดับน้ำกลั่นปีละ 1-2 ครั้งเท่านั้น เนื่องจากน้ำกรดในแบตเตอรี่กึ่งแห้งนั้นมีความเข้มข้นกว่าแบตเตอรี่แบบน้ำ ทำให้ระเหยได้ช้ากว่า

      ข้อดี : ไม่ต้องเช็กหรือเติมน้ำกลั่นบ่อยเหมือนแบตเตอรี่แบบน้ำ เพราะภายในมีการป้องกันการระเหยของน้ำกลั่นที่แน่นหนาพอสมควร

      ข้อเสีย : ถึงแม้จะไม่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อย แต่ก็ต้องหมั่นตรวจเช็กอยู่เสมอ อายุการใช้งานอาจไม่นานเท่าแบตเตอรี่แบบน้ำ

  1. แบตเตอรี่ไฮบริด คือแบตเตอรี่ที่ได้รับการพัฒนามาจากแบตเตอรี่แบบน้ำ ภายในประกอบด้วยโลหะผสมระหว่างตะกั่วกับแคลเซียม แบตฯประเภทนี้จะมีอัตราการระเหยของน้ำกลั่นน้อยกว่าแบตเตอรี่รุ่นธรรมดามาก แบตเตอรี่ไฮบริดมักใช้กับรถที่ใช้งานหนักๆ เช่น รถบรรทุก รถโดยสาร หรือ รถรับจ้าง เป็นต้น

      ข้อดี : มีการระเหยของน้ำกลั่นน้อยกว่าแบตเตอรี่รุ่นธรรมดามาก ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างยาวนาน

      ข้อเสีย : มีราคาที่สูงมาก มักใช้กับรถขนาดใหญ่

      การเลือกแบตเตอรี่รถยนต์ให้เหมาะสม ควรขึ้นอยู่กับการใช้งานของผู้ใช้รถ เช่น หากต้องการแบตเตอรี่ที่ทนทาน ราคาถูก แบตเตอรี่แบบน้ำตอบโจทย์ที่สุด  ส่วนผู้ใช้รถที่ไม่ค่อยมีเวลามาเช็กบ่อยๆ ไม่เกี่ยงราคา ก็เหมาะกับแบเตอรี่แบบแห้งเพราะไม่ต้องเติมน้ำกลั่น ไฟไม่หมดแม้ไม่ค่อยได้ใช้รถ อาจต้องเสียเงินมากขึ้นเพื่อแลกกับความสะดวกสบาย

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

Call Center : 02-510-9999

นัดหมายเข้าศูนย์บริการ Click : https://bit.ly/3PDOLgp

รับแคมเปญสำหรับซื้อรถใหม่ Click : https://bit.ly/3VB1VhO

Line @toyotakrungthai Click : https://lin.ee/i8Nhjbj

Facebook Toyota Krungthai Click : https://bit.ly/4aN5oiK

ตั้งศูนย์ถ่วงล้อ เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

การตั้งศูนย์รถ (Wheel Alignment) และการถ่วงล้อ(Tire Balance) คือ การปรับระบบการสั่นสะเทือนของรถในส่วนที่เชื่อมต่อกับล้อ รวมถึงการปรับมุมล้อที่สัมผัสพื้นถนนให้มุมต่างๆอยู่ในค่าปกติ ทิศทางถูกต้อง เพื่อให้ล้อรถซับแรงกระแทก และให้เราบังคับทิศทางของรถได้แม่นยำที่สุดขณะวิ่ง

ปกติแล้วการตั้งศูนย์ถ่วงล้อไม่มีกำหนดที่แน่นอน อาจทำการตั้งศูนย์ทุกครั้งที่นำรถเข้าตรวจเช็กสภาพก็ได้ หรือหากมีสัญญาณเตือนข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ควรรีบนำรถเข้าไปตั้งศูนย์ทันที

– ยางสึกหรอไม่เท่ากัน 

– พวงมาลัยกินไปทางซ้ายหรือขวา

– ขับรถตรงแต่พวงมาลัยไม่อยู่ตรงกลาง

– พวงมาลัยสั่นสะเทือน

การตั้งศูนย์ล้อรถต้องตั้งมุม 3 มุม ให้มีความสมดุล ได้แก่

มุมโท คือ มุมที่อยู่ในขอบเขตที่ทำมุมกับยางที่เอนเข้าด้านในหรือด้านนอกเมื่อมองจากด้านบน เป็นอีกหนึ่งมุมที่ต้องปรับเมื่อมีการตั้งศูนย์ถ่วงล้อใหม่

มุมแคมเบอร์ คือมุมด้านในหรือด้านนอกของยางเมื่อมองจากด้านข้าง หากมุมแคมเบอร์เกิดเอียงไปด้านในหรือนอกมากเกินไปก็จะต้องทำการปรับเปลี่ยน เพราะหากไม่ปรับตั้งศูนย์ถ่วงล้อโดยปรับมุมแคมเบอร์ให้กลับมาปกติ ก็อาจส่งผลต่ออุปกรณ์อื่นๆ ของรถได้

มุมแคสเตอร์ คือมุมที่ช่วยให้คุณบังคับพวงมาลัย ควบคุมเสถียรภาพและเลี้ยวโค้งได้อย่างสมดุล โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเป็นมุมในการวางตำแหน่งล้อโดยมองจากด้านข้างของรถ หากมุมแคสเตอร์เป็นบวกจะทำให้แกนพวงมาลัยเอียงไปทางคนขับ แต่ถ้าเป็นลบ พวงมาลัยจะเอนเอียงไปทางหน้ารถของคุณ  

การตั้งศูนย์ถ่วงล้อเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดูแลยางรถยนต์ที่ถูกต้องด้วยเหตุผลเดียวกับการตั้งศูนย์ล้อ ซึ่งนั่นก็คือการป้องกันการสึกของดอกยางก่อนเวลาอันควร ทำให้การขับขี่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ และช่วยถนอมเครื่องยนต์ 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

Call Center : 02-510-9999

นัดหมายเข้าศูนย์บริการ Click : https://bit.ly/3PDOLgp

รับแคมเปญสำหรับซื้อรถใหม่ Click : https://bit.ly/3VB1VhO

Line @toyotakrungthai Click : https://lin.ee/i8Nhjbj

Facebook Toyota Krungthai Click : https://bit.ly/4aN5oiK

ยางมีเสียงดังเวลาวิ่ง เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง?

ยางมีเสียงดังเวลาวิ่ง เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง?

ยางมีเสียงดังเวลาวิ่ง เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง?

ยางมีเสียงดังเวลาวิ่ง เกิดจากสาเหตุอะไรบ้าง?

ยางมีเสียงดังเวลาวิ่ง อาจเกิดได้หลายสาเหตุ ดังนี้ เกิดจากลักษณะโครงสร้าง และดอกยาง รวมถึงแรงดันลมยางก็มีส่วน เช่นยางชนิดออฟโรดหน้ากว้าง และดอกยางลึก เมื่อนำมาวิ่งบนถนนแห้งอาจเกิดเสียงจากดอกยางที่อัดอากาศกับพื้น ดังนั้นเพื่อเป็นการลดเสียงดังของยางมากกว่าปกติ ที่อาจเกิดขึ้นควรมั่นตรวจเช็กลมยางรถ และ ตรวจสอบศูนย์ตามค่าที่กำหนด (มาตรฐานเติมลมยางที่โตโยต้ากำหนดไว้ สามารถตรวจสอบได้จากสติ๊กเกอร์บริเวณขอบประตูด้านคนขับ และยางรถที่ใช้มานานเสียงดังเพิ่มมากขึ้น)

อย่างไรก็ตาม ทุกท่านสามารถนำรถรับการบริการตรวจเช็ก ที่ศูนย์บริการโตโยต้า กรุงไทย ทุกสาขา โทร: 02-510-9999 Facebook: @toyotakrungthai Line ID: @krungthaiservice หรือ นัดหมายเข้ารับบริการล่วงหน้าได้ที่นี่ คลิก

ข้อควรทราบสำหรับกุญแจ Immobilizer และ ระบบสัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS

ข้อควรทราบสำหรับกุญแจ Immobilizer และ ระบบสัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS

ข้อควรทราบสำหรับกุญแจ Immobilizer และ ระบบสัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS ในรถยนต์โตโยต้า

ข้อควรทราบสำหรับกุญแจ Immobilizer และ ระบบสัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS ในรถยนต์โตโยต้า (เฉพาะรุ่นที่มี)

ระบบกุญแจ Immobilizer ออกแบบมาเพื่อป้องกันการสตาร์ทรถด้วยกุญแจปลอม เพื่อเสริมการป้องกันรถถูกโจรกรรม 2 ชั้นคือ

ชั้นแรก : ระบบสัญญาณเตือนการโจรกรรม TSD จะส่งสัญญาณเตือน ถ้ามีผู้พยายามบุกรุกเข้าภายในรถ

ชั้นที่สอง : ถ้าผ่านชั้นแรกเข้าไปได้ระบบ Immobilizer จะยับยั้งการสตาร์ทเครื่อง โดยตรวจสอบรหัสลูกกุญแจที่ใช้สตาร์ทว่าตรงกับที่ตั้งค่าไว้เดิมหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ หรือรหัสไม่ตรงจะสตาร์ทเครื่องไม่ได้

ข้อควรระวัง
• อย่าให้กุญแจหลักกับบุคคลอื่นเพราะสามารถนำไปทำซ้ำได้ ถ้าจำเป็นควรให้กุญแจสำรองแทน

ข้อควรทราบสำหรับกุญแจ Immobilizer และ ระบบสัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS ในรถยนต์โตโยต้า

หมายเหตุ ในแป้นกุญแจมีแผ่นชิพสัญญาณรหัสสตาร์ทเครื่องอยู่ รหัสตรงสตาร์ทได้, รหัสไม่ตรงสตาร์ทไม่ได้

ข้อควรทราบสำหรับกุญแจ Immobilizer และ ระบบสัญญาณเตือนการโจรกรรม TDS

สตาร์ทรถไม่ติด หรือติดแล้วดับ

  • มีห่วงกุญแจหรือโลหะอื่นพาดหรือทับบนกุญแจ ถ้ามีให้เอาออกแล้วลองสตาร์ทใหม่
  • จดหมายเลขกุญแจเก็บไว้ให้ดี เพราะต้องใช้ในการทำกุญแจใหม่
  • กุญแจก็อปปี้ที่ไม่ได้บันทึกรหัสจะสตาร์ทเครื่องไม่ได้
  • กุญแจหาย หรือต้องการทำเพิ่ม กรุณาติดต่อศูนย์บริการโตโยต้าพร้อมหมายเลขกุญแจ และกุญแจที่มีอยู่ทุกลูก

รีโมทอาจใช้การไม่ดี / มีระยะทำการผิดไปจากปกติถ้า

  • อยู่ใกล้แหล่งคลื่นสัญญาณรถกวนเช่น สนามบิน สถานีวิทยุ เสาไฟฟ้าแรงสูง เสาโทรศัพท์
  • แบตเตอรี่เสื่อม (ไฟรีโมทจะหรี่มัว)
  • มีการติดฟิล์มกรองแสงบางชนิดที่มีส่วนผสมของโลหะหักเหคลื่น

การตั้งเสียง / ไฟกระพริบตอบรับของรีโมท

  • สามารถตั้งเสียงสัญญาณตอบรับ / ไฟกระพริบตอบรับการล็อค – ปลดล็อคประตูได้
  • สามารถตั้งการล็อค – ปลดล็อคประตูอัตโนมัติได้

หมายเหตุ: รายละเอียดกรุณาศึกษาจากในคู่มือรถ ในหมวดกุญแจ และประตูหัวข้อยิ่ยรีโมทคอนโทรล