ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว รวบรวมทุกข้อมูลข่าวสารผ่านช่องทาง social media จากเพจ โตโยต้า กรุงไทย Toyota Krungthai ให้ทุกโปรโมชั่นและข่าวสารดีๆ พร้อมเสิร์ฟถึงมือลูกค้า

ซ่อมด่วนคุ้มค่า กับบริการ ECO PACK SERVICE ด้วยอะไหล่ทางเลือก สำหรับรถหมดระยะรับประกัน

โตโยต้า ร่วมมือกับเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และเครือข่ายผู้แทนจำหน่ายทั่วประเทศ แนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ อะไหล่ทางเลือก “ECO PACK SERVICE” สำหรับลูกค้าผู้ใช้รถยนต์โตโยต้าที่มีอายุมากกว่า 5 ปีขึ้นไป และหมดระยะรับประกันคุณภาพแล้ว ครอบคลุมงานบริการด้วยแพ็กเกจซ่อมด่วน 8 เมนูสำหรับรถยนต์ 7 รุ่น ด้วยบริการที่คุ้มค่าราคาสบายกระเป๋า ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถยนต์ พร้อมรับรองมาตรฐานการติดตั้งด้วยช่างเทคนิคมืออาชีพ และการรับประกันงานซ่อมจากโตโยต้า พร้อมให้บริการ ณ ศูนย์บริการผู้แทนจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการ ตั้งแต่ 24 เมษายน เป็นต้นไป

พร้อมให้บริการสำหรับรถยนต์โตโยต้า 7 รุ่น
– รถยนต์โดยสารส่วนบุคคล 3 รุ่น ได้แก่ Yaris , Vios , Altis

– รถยนต์เพื่อการพาณิชย์ 4 รุ่น ได้แก่ Vigo , Revo , Fortuner , Commuter

มั่นใจกับแพ็กเกจบริการจำนวน 8 เมนู ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า

  1. บริการเช็คระยะพื้นฐาน (PM Lite)
  2. บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
  3. ไส้กรองอากาศ
  4. ไส้กรองแอร์
  5. ใบปัดน้ำฝน
  6. ผ้าเบรก
  7. โช้คอัพ
  8. ยาง

เฉพาะลูกค้าเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ECO PACK Service

แพ็กเกจเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์แท้โตโยต้า พร้อมปะเก็นและไส้กรองอะไหล่ทางเลือก รับสิทธิ์เช็กเพิ่ม 38 รายการ

– ตรวจเช็กหมวดทั่วไป            10     รายการ

– ระบบปรับอากาศ                   3     รายการ

– ระบบหล่อเย็น                        3     รายการ

– ระบบบังคับเลี้ยว                    2     รายการ

– ระบบเครื่องยนต์                    9     รายการ

– ระบบเบรก                             3     รายการ

– ระบบช่วงล่าง                        4     รายการ

– ระบบส่งกำลัง                        4     รายการ

หมายเหตุ:

  1. จัดจำหน่ายในรูปแบบแพ็กเกจ (ราคาสุทธิ รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7%)
  2. ราคาปรับปรุงล่าสุด ณ เดือนเมษายน 2566
  3. ค่าบริการที่แสดงข้างต้น เป็นการประมาณค่าใช้จ่ายเบื้องต้นเท่านั้น ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นจากงานบริการจริง
  4. เพื่อความสะดวกในการเข้ารับบริการ กรุณานัดหมายล่วงหน้า หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการที่เข้าร่วมโครงการ
  5. บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงราคา เวลา และเงื่อนไขการรับประกันฯ โดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

Call Center : 02-510-9999

นัดหมายเข้าศูนย์บริการ Click : https://bit.ly/3PDOLgp

รับแคมเปญสำหรับซื้อรถใหม่ Click : https://bit.ly/3VB1VhO

Line @toyotakrungthai Click : https://lin.ee/i8Nhjbj

Facebook Toyota Krungthai Click : https://bit.ly/4aN5oiK

เช็กได้อย่างไรว่าต้องเปลี่ยน บูชคันเกียร์

บูชคันเกียร์ คือตัวช่วยล็อกให้เกียร์อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ หากบูชเกียร์หลวม หรือแตก จะทำให้เข้าเกียร์ยาก วิธีสังเกตคือ เกียร์มีอาการหลวม โยกไปมาได้มากกว่าปกติ ไฟแสดงตำแหน่งเกียร์ที่หน้าปัด เริ่มมีการคลาดเคลื่อน บูชคันเกียร์เสื่อมสภาพจะทำให้ไม่สามารถเปลี่ยนเกียร์ไปตำแหน่งอื่นได้ หรือเกิดอาการเกียร์หลุด สำหรับอาการเกียร์หลุดในเกียร์อัตโนมัติเกียร์จะค้างที่เกียร์ถอยหลัง แม้จะเปลี่ยนเกียร์แต่รถก็ยังถอยหลัง ถ้าเป็นเกียร์ธรรมดา ส่วนใหญ่จะหลุดจากเกียร์ที่ขับไปยังตำแหน่งเกียร์ว่าง ต้องรีบนำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คทันที

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

Call Center : 02-510-9999

นัดหมายเข้าศูนย์บริการ Click : https://bit.ly/3PDOLgp

รับแคมเปญสำหรับซื้อรถใหม่ Click : https://bit.ly/3VB1VhO

Line @toyotakrungthai Click : https://lin.ee/i8Nhjbj

Facebook Toyota Krungthai Click : https://bit.ly/4aN5oiK

 

อยากให้รถเงางาม ควรเคลือบสีรถบ่อยแค่ไหน

การเคลือบสีรถสามารถทำได้บ่อยแค่ไหน ทุกอาทิตย์ เดือนละครั้ง หรือต้องเคลือบทุกครั้งที่ล้าง ความจริงแล้วสามารถทำได้บ่อยเท่าที่ต้องการ แต่เพื่อให้ประหยัดค่าใช้จ่ายที่มากเกินไป ก็ให้นำรถไปล้างและเคลือบสีได้ทุกๆ 2 สัปดาห์ แต่ไม่ควรเว้นระยะนานเกินไป และการเคลือบสีรถควรทำเป็นประจำ 

การเคลือบสีรถยนต์มีข้อดี เพราะนอกจากจะช่วยปกป้องสีของรถไม่ให้สีจริงถูกทำลายจากสภาพแวดล้อม ยังช่วยไม่ให้สีของรถซีดจาง หมอง เหลือง โดยเฉพาะรถสีขาว ช่วยประหยัดค่าทำสีใหม่ทั้งคัน รวมถึงปกป้องรอยขูดขีดเล็กๆน้อยๆ และการเกิดคราบน้ำได้อีกด้วย

การเคลือบสี คือสิ่งสำคัญสำหรับสีรถ เพราะช่วยให้รถเงางาม ดูใหม่ และยังช่วยปกป้องสภาพชั้นสีของรถอีกด้วย บางคนอาจคิดว่าการเคลือบสีรถยนต์ไม่ควรทำบ่อยเกินไปเพราะอาจจะส่งผลต่อสีของรถ แต่จริง ๆ แล้วการเคลือบสีไม่ทำให้สีจริงของรถได้รับความเสียหาย 

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม

Call Center : 02-510-9999

นัดหมายเข้าศูนย์บริการ Click : https://bit.ly/3PDOLgp

รับแคมเปญสำหรับซื้อรถใหม่ Click : https://bit.ly/3VB1VhO

Line @toyotakrungthai Click : https://lin.ee/i8Nhjbj

Facebook Toyota Krungthai Click : https://bit.ly/4aN5oiK

 

เกียร์ออโต้ ตำแหน่งต่างๆ ใช้อย่างไรบ้าง?

รถยนต์เกียร์อัตโนมัติกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากขับขี่นุ่มนวลและสะดวกสบาย เหมาะกับสภาพถนนในปัจจุบัน และยังช่วยควบคุมรถได้ดีขึ้น

ตำแหน่งต่างๆและตัวเลขของเกียร์ออโต้ คืออะไร

  1. P ย่อมาจาก Parking : เกียร์สำหรับจอดแบบล็อคล้อ หากจอดบนที่ลาดชัน ให้ใช้ร่วมกับการดึงเบรกมือ
  2. R ย่อมาจาก Reverse : เกียร์ถอยหลัง เมื่ออยู่ในตำแหน่งนี้ รถจะถอยหลังได้เองอย่างช้าๆ โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่ง เพราะจะทำให้รถถอยหลังอย่างเร็ว เสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ ควรวางเท้าไว้ที่แป้นเบรกตลอดเวลา
  3. N ย่อมาจาก Neutral : เกียร์ว่าง สำหรับจอดรถแบบชั่วคราว เช่นจอดติดไฟแดง หรือจอดชะลอกรณีการจราจรติดขัด และยังสามารถใช้จอดไว้ในที่จอดรถตามห้าง โดยล้อจะไม่ถูกล็อค สามารถเข็นได้
  4. D ย่อมาจาก Drive : เกียร์หลัก สำหรับการขับขี่ปกติใช้สำหรับเดินหน้า เมื่อเกียร์อยู่ตำแหน่ง D รถจะออกตัวแล่นไปเองช้าๆ เมื่อเหยียบคันเร่ง เกียร์จะเปลี่ยนให้เองอัตโนมัติ เริ่มตั้งแต่เกียร์ 1 ไปถึงเกียร์สูงสุด โดยจะขึ้นอยู่กับความเร็วของรถ เน้นวิ่งทางราบเป็นหลัก

          – D3 เป็นเกียร์ที่เราจะใช้เมื่อต้องการเร่งเครื่องแซง เมื่อเกียร์อยู่ตำแหน่ง D3 เครื่องยนต์จะมีกำลังแรงมากขึ้นที่จะขับแซงคันหน้าได้ หรืออาจใช้เมื่อขับขึ้นทางชันเล็กน้อย เช่นขับขึ้นสะพาน

          – D2 เป็นเกียร์ที่จะใช้เมื่อขับรถขึ้น-ลงเนินที่ค่อนข้างชัน เช่นภูเขา หรือทางคดเคี้ยว หรือที่จอดตามห้างและอาคารสูงๆ

  1. S ย่อมาจาก Sport : เกียร์Sport มักจะมีในรถยนต์ออโต้รุ่นใหม่ๆ เกียร์นี้จะช่วยให้เปลี่ยนอัตราทดเกียร์ช้าลง เครื่องยนต์ลากรอบมากกว่าปกติ รถจะมีกำลังมากขึ้น ไว้สำหรับเร่งแซง
  2. L ย่อมาจาก Low (หรือ D1) เป็นเกียร์ต่ำ ใช้ขับกรณีขึ้นภูเขา ลาดชันสูง รวมไปถึงการลงเขา รถจะใช้ความเร็วต่ำ ให้ความปลอดภัยได้มากกว่า

การใช้งานเกียร์อัตโนมัติอย่างถูกวิธีก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ใช้รถ และช่วยยืดอายุเกียร์ให้สามารถใช้ได้ไปอีกยาวๆ 

เคลือบแก้ว คืออะไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

เคลือบแก้ว หรือ Glass Coating คือการที่เรานำน้ำยาสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมของ ซิลิกา (Silica Dioxide) ซึ่งเป็นสารประกอบของ Quartz มาเคลือบที่ผิวรถ เป็นลักษณะเหมือนฟิล์มแก้วบางๆปกป้องสีรถ และให้ความเงางาม

ข้อดีของการเคลือบแก้ว

  1. ทำให้รถเงางามขึ้น นวัตกรรมการเคลือบแก้ว เพิ่มความเงางามของชั้นฟิล์มบนสีรถ ทำให้รถของคุณดูสวย เงางาม และโดดเด่นมากขึ้น
  2. ลดรอยขนแมวรอยขีดข่วน น้ำยาเคลือบรถมีการพัฒนาให้มีค่าความแข็ง เพื่อป้องกันสีรถได้ค่อนข้างดี ทำให้ป้องกันรอยขนแมว รอยขีดข่วนได้มากกว่าปกติ
  3. ลดการเกาะของน้ำ การเคลือบแก้ว ทำให้น้ำเกาะสีรถได้ยากขึ้น สังเกตง่ายๆ คือ จะเห็นหยดน้ำบนชั้นสีรถ มีลักษณะกลมนูน และกลิ้งได้ เคลือบแก้วจึงเปรียบเสมือนเกาะป้องกันชั้นผิวรถ
  4. ช่วยป้องกันสิ่งสกปรก  อย่างเช่นเศษหิน ดิน ทราย หรือมูลนก เคลือบแก้วช่วยลดการเกิดคราบฝังแน่นบนสีรถ ทำให้รถดูใหม่
  5. ช่วยยืดอายุการใช้งานสีรถ การเคลือบแก้ว ช่วยเพิ่มความทนทานต่อการชะล้าง แรงดันน้ำ ทำให้สีรถติดแน่น ช่วยยืดอายุความสดของสีรถ

ข้อเสียของการเคลือบแก้ว

  1. การเคลือบแก้วมีความยากในการทำ จำเป็นต้องใช้เครื่องมือ และอุปกรณ์พิเศษ แต่การเคลือบแก้วควรให้ผู้เชี่ยวชาญทำ มิเช่นนั้นอาจทำให้เคลือบสีรถไม่สม่ำเสมอ
  2. มีราคาค่อนข้างแพง เพราะต้องใช้อุปกรณ์น้ำยาเคลือบเเบบพิเศษ มีความทนทาน และเงางาม ยิ่งทำให้การเคลือบแก้วมีราคาสูง
  3. การเคลือบแก้ว ไม่ได้ป้องกันริ้วรอยเสมอไป เคลือบแก้วได้ช่วยลดรอยขีดข่วน รอยขนแมวได้ดี แต่หากเป็นรอยขีดข่วนหนักๆ ก็ไม่สามารถป้องกันได้

เคลือบแก้วไปแล้วควรดูแลรักษาอย่างไร

รถที่เคลือบแก้วไปแล้ว สามารถล้างรถลงแวกซ์เคลือบเงาได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงการขัดสีรถด้วยเครื่องขัดสีรถรอบสูง หรือการขัดด้วยน้ำยาขัดสีรถประเภทที่มีส่วนผสมของผงขัด หรือ Compond เนื่องจากมีโอกาสที่จะขัดทำให้เคลือบแก้วหลุดได้