การเติมลมยาง

เติมลมยางอย่างไรให้เหมาะกับประเภทและการใช้งานรถยนต์

     การเติมลมยาง มีความสำคัญอย่างไร ทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกับการเติมลมยางขนาดนั้น นั้นก็เพราะยางรถยนต์เป็นส่วน แบกรับน้ำหนักทั้งหมด จึงเป็นสาเหตุที่ต้องคอยดูแลยางรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ อย่าให้ลมยางรถยนต์อ่อนหรือแข็งมากเกินไป  ซึ่งการเติมลมยางที่อ่อนกว่ามาตรฐาน จะทำให้อายุการใช้งานสั้นลง และจะส่งผลกระทบต่อไหล่ยาง จะให้เกิดความร้อนสูง และก็จะสึกหรอเร็วกว่าส่วนอื่นๆ จะทำให้ยางของเราไหม้ได้ หรือบริเวณแก้มยางฉีกขาดได้ด้วย และทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันด้วย และหากเติมลมยางเกินมาตรฐานมากเกินไป ก็จะทำให้พื้นที่สัมพันธ์ของหน้ายางกับพื้นถนนั้นลดลง ทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และอาจจะทำให้ยางเกิดการระเบิดได้ง่าย เมื่อได้รับแรงกระแทกหรือถูกของมีคม นอกจากนั้นก็จะส่งผลต่อการขับขี่ ที่ทำให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ลดลง หากเราไม่ทราบว่าจะเติมเท่าไหร่ดี สามารถดูได้จากสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่ด้านข้างประตู หรือในสมุดคู่มือรถยนต์ได้นะครับ

และทำไมเราถึงต้องเติมลมยางให้เหมาะสมกับรถแต่ละประเภทละ ?

     นั่นก็เพราะรถแต่ละประเภท มีขนาดยางไม่เท่ากัน ทั้งการใช้งานที่แตกต่างกัน การรับน้ำหนักก็ต่างกันของรถแต่ละประเภท ซึ่งมาตรฐาน การเติมลมยาง ก็จะแตกต่างกันไป โดยทางโรงงานผู้ผลิตจึงได้กำหนดการเติมลมยางรถออกมาเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของรถในแต่ละประเภท ดังนั้นเราลองมาดูกันว่า รถประเภทไหนควรเติมลมยางเท่าไหร่

วิธีการเติมลมยางที่เหมาะสมของรถยนต์แต่ละประเภท ดังนี้

การเติมลมยางแบบมีเกจ์วัด

  1. สำหรับการเติมลมยางรถกระบะ 2 ประตู และ 4 ประตู และรถ SUV (รถยนต์นั่งอเนกประสงค์) ให้เหมาะสมนั้น ซึ่งตามมาตรฐานแล้วควรจะเติมลมยางได้สูงสุดไม่เกิน 65 ปอนด์/ตารางนิ้ว
  2. รถเก๋งที่มีขนาดกลาง-ใหญ่ หรือรถเก๋งที่มีขนาดเครื่องยนต์ที่อยู่ในระดับ 1500 cc ขึ้นไป ความดันลมยางที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 30 – 35 ปอนด์ / ตารางนิ้ว
  3. รถเก๋งที่มีขนาดเล็ก ก็คือรถเก๋งที่มีขนาดเครื่องยนต์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1500 cc ซึ่งความดันลมยางที่เหมาะสม จะอยู่ที่ประมาณ 25 – 30 ปอนด์ / ตารางนิ้ว

     ทั้งนี้การเติมลมยางให้เหมาะสมกับประเภทและการใช้งานของรถยนต์นั้น ถือได้ว่าเป็นการยืดอายุการใช้งานของรถยนต์และยางรถยนต์ได้อีกทาง และยังช่วยให้รถยนต์เราประหยัดน้ำมัน พร้อมทั้งยังช่วยสร้างความปลอดภัยในการขับขี่อีกด้วยนะครับ

7 สิ่งที่ต้องเปลี่ยนเพื่อยืดอายุการใช้งานของรถ

7 สิ่งที่ต้องเปลี่ยนเพื่อยืดอายุการใช้งานของรถยนต์

7 สิ่งที่ต้องเปลี่ยน เพื่อยืดอายุการใช้งานของรถยนต์

7 สิ่งที่ต้องเปลี่ยน เพื่อยืดอายุการใช้งานของรถยนต์

1.น้ำมันเครื่องรถยนต์ : น้ำมันเครื่องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างแรกเลยสำหรับรถยนต์ที่จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมาก เนื่องมาจากในชีวิตประจำวันยิ่งเราใช้งานรถยนต์บ่อยขึ้นเท่าไหร่ ก็ต้องขยันเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์มากขึ้นตามไปด้วยครับ ซึ่งตามอายุการใช้งาน เราควรจะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์ตั้งแต่รถมีระยะการใช้งาน 5,000 ถึง 10,000 กิโลเมตรครับ

2.ไส้กรองน้ำมันเครื่อง : ผลพวงจากการใช้งานรถยนต์มาอย่างต่อเนื่องนั่นแหละครับ ที่จะทำให้รถของเราเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด ไส้กรองน้ำมันเครื่องก็เป็นส่วนสำคัญที่มีหน้าที่ในการกรองสิ่งสกปรกที่อาจจะหลุดเข้าไปในตัวเครื่องยนต์ของท่านได้ ซึ่งเราควรจะเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง ตั้งแต่รถมีระยะการใช้งาน 5,000 ถึง 10,000 กิโลเมตรเช่นกัน

3.ไส้กรองอากาศรถยนต์ : สำหรับไส้กรองอากาศรถยนต์ สิ่งนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยกรองอากาศที่จะเข้าสู่ห้องโดยสาร และยังเป็นส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาต่อเครื่องยนต์ด้วยครับ โดยอาการที่เราจะสังเกตเห็นได้ชัดเลยก็คือ เครื่องยนต์มีอัตรากำลังเร่งแผ่วลง, เครื่องยนต์มีอาการสั่น, อัตราการกินน้ำมันเชื้อเพลิงเปลืองมากกว่าปกติ และ ควันไอเสียมีสีดำเข้มขณะเร่งเครื่องยนต์

4.ผ้าเบรกรถยนต์ : ในส่วนของผ้าเบรกรถยนต์นั้น เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นคือความปลอดภัยของการขับขี่รถยนต์เลยก็ว่าได้ ผ้าเบรกรถยนต์ที่เสื่อมสภาพ มักจะเป็นส่วนเหล็กตรงก้ามเบรกที่เสียดสีกับจานเบรกทำให้จานเบรกเป็นรอย และอาจทำให้จานเบรกแตกหักได้ในอนาคต ดังนั้น ผ้าเบรกรถยนต์ เป็นสิ่งที่ต้องดูแลตามระยะการใช้งาน แนะนำว่าถ้าท่านใช้รถเป็นประจำ ก็ควรที่จะนำรถยนต์ของท่านเข้าเข้าเช็คระยะกับศูนย์บริการและอะไหล่อยู่เสมอ

5.แบตเตอรี่รถยนต์ : ตามอายุการใช้งานแล้ว แบตเตอรี่รถยนต์ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ละเลยไม่ได้เลยทีเดียว ในระยะ 1-2 ปี ก็ควรที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ได้แล้ว เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งาน และดูแลรักษารถของคุณ 

6.ยางปัดน้ำฝน : วิสัยทัศน์ในการมองเห็นก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับขี่ เมื่อยางปัดน้ำฝนมีปัญหาท่านไม่ควรที่จะละเลยการตรวจเช็ค และควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานและเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็นให้ดีขึ้น และตัวทำร้ายยางปัดน้ำฝนของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็คือ แสงแดด ที่ส่องลงมาที่กระจก ความร้อนของแดดจะทำให้ตัวยางปัดน้ำฝนนั้นเสื่อมสภาพในการใช้งานได้ รู้แบบนี้แล้วต้องรีบกลับไปเช็ครถของคุณแล้วหล่ะครับ

7.หัวเทียนรถยนต์ : และสุดท้ายหัวเทียนรถยนต์ สำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันในส่วนของระบบการสตาร์ทของเครื่องยนต์มีปัญหา หัวเทียนรถยนต์ควรเปลี่ยนทุกๆ 40,000 กิโลเมตร หรือทุก 1 ปี 

     ทั้งหมดที่ได้เกริ่นมาข้างบนนี้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านไม่น้อยเลยทีเดียว 7 สิ่งที่ต้องเปลี่ยนเพื่อยืดอายุการใช้งานของรถ เพื่อที่ท่านจะได้ถนอมอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ให้อยู่กับท่านได้นานขึ้นไปครับ ท่านสามารถเข้ารับบริการต่างๆของเราได้ที่ โตโยต้า กรุงไทย ทั้ง 3 สาขา ดังนี้ สาขารามอินทรา, สาขาเกษตร และ สาขาตลิ่งชัน หรือ Call Center 02-510-9999 กด 9  นอกจากนี้ทางเรายังมีบริการ ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี, ศูนย์บริการและอะไหล่ ไว้บริการท่านอีกด้วย
โตโยต้า กรุงไทย เรายินดีให้บริการอย่างเต็มความสามารถในทุกสาขา 
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ



ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

Facebook:Google+: | YouTube: | Line: | Twitter:


แชร์บทความ

 

โช้คอัพรถยนต์(2)

อาการรถแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนให้ต้องเปลี่ยนโช๊ค…!

อาการรถแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนให้ต้องเปลี่ยนโช๊ค…!

โช้คอัพรถยนต์_2

       โช๊คอัพรถยนต์  เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งของรถยนต์ ที่ติดมากับรถยนต์และเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อรถที่จะขับขี่บนสภาพถนนโช๊คอัพรถเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อรถในการช่วยรองรับแรงกระแทกให้กับรถได้ในการขับรถ และช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของรถ ทำให้การทำงานของช่วงล่าง-ตัวถังของรถยนต์เกิดความนุ่มสบายในการขับขี่รถบนท้องถนนมากขึ้น แถมยังช่วยในการทรงตัวของรถได้อีกด้วย

รู้ไหมว่าโช๊คอัพรถยนต์ มีอยู่ด้วยกัน 2 ระบบ

       จริงๆแล้วระบบการทำงานของโช๊คอัพรถยนต์ มีระบบการทำงานแค่ 2 ประเภทเท่านั้น มีอะไรบ้าง วันนี้เรา จะมาอธิบายถึงระบบการทำงานของ โช๊คอัพ 2 ประเภทให้ได้รู้กัน ซึ่ง โช๊คอัพ 2 ประเภทนี้มีขายในตามท้องตลาดทั่วไป

1. ระบบน้ำมัน โดยชนิดนี้จะทำงานด้วยระบบไฮดรอลิค ในขณะใช้งาน น้ำมันไฮดรอลิคจะไหลผ่านวาล์วภายในทำให้เกิดฟองอากาศ แต่ถ้าฟองอากาศนั้นแตก จะทำให้โช๊คอัพขาดการทำงานส่งผลให้ตัวโช๊คเกิดความเสียหาย โดยการทำงานของระบบโช๊คอัพแบบไฮดรอลิคจะเป็น 3 จังหวะก็คือ จังหวะแรกที่เรียกว่า BLEED การทำงานแบบนี้จะส่งผลในอัตราความเร็วต่ำทำให้การขับขี่นุ่มนวลขึ้น จังหวะที่สองที่เรียกว่า BLOW OFF การทำงานแบบนี้ทำให้เกิดควบคุมในการขับขี่ในอัตราความเร็วปกติ และจังหวะที่สาม ORIFICE วาล์วตัวนี้ก็จะทำงานในขณะแกนโช๊คเคลื่อนตัวในขณะที่รถใช้ความเร็วสูงนั่นเอง

2. ระบบแก๊สเป็นระบบโช๊คที่ใช้แรงดันต่ำ จะมีลักษณะเหมือนโช๊คอัพไฮดรอลิคแบบทั่วๆไป แต่จะต่างกันก็คือใช้แก๊สไนโตรเจนเป็นตัวบรรจุเข้าไปส่วนบนของห้องน้ำมันสำรอง โช๊คอัพแก๊สแรงดันสูงจะมีลักษณะต่างจากโช๊คอัพแรงดันต่ำคือ โครงสร้างภายในตัวของโช้คอัพจะมีน้ำมันเพียงห้องเดียวไม่มีห้องน้ำมันสำรอง ภายในกระบอกสูบจะบรรจุน้ำมันไฮดรอลิคไว้ด้านบนและจะอัดแก๊สไนโตรเจนไว้ด้านล่าง

โช้คอัพรถยนต์(2)

แล้วอาการแบบไหนที่ต้องปรับเปลี่ยนโช๊คอัพ ?

       อันที่จริงแล้วทางทีมงาน โตโยต้า กรุงไทย ก็มีวิธีที่อยากจะมาแนะนำให้ได้รู้กันอีกว่า เมื่อคุณใช้รถเดินทางไปไหนมาไหน สิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องหมั่นตรวจเช็กบำรุงรักษาเลยก็คือ โช๊คอัพ ซึ่งทางเราก็มีขั้นตอนในการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนครับว่า รถของคุณควรต้องทำการปรับเปลี่ยนโช๊คอัพได้แล้วหรือยัง ?  ส่วนจะมีขั้นตอนอะไรบ้างไปดูกัน

1. ซีลน้ำมันโช๊คอัพรั่ว โดยอาการเบื้องต้นจะมีน้ำมันไหลออกมาในรอบๆบริเวณแกนโช๊ค นั่นเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องรีบเปลี่ยนโช๊คโดยทันทีเลย เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

2. โช๊คอัพ คด งอ ผิดรูปทรง ลักษณะนี้เราสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าได้ คือ อาการจะมีลักษณะแบบ แกนโช๊คอัพผิดรูปจากปกติ จากที่เคยตรงอยู่แล้วก็เกิดบิดงออย่างนี้บอกเลยปล่อยไว้ไม่ได้ครับต้องเปลี่ยนโช๊คอัพใหม่ทันทีอีกเช่นกัน

3. ในขณะขับขี่ให้ลองสังเกตดูว่ารถนั้นเกิดอาการเด้งกระด้างผิดจากปกติหรือไม่ เพราะอาการนี้สามารถบ่งบอกได้ว่า รถของเรากำลังมีปัญหาแน่นอน ซึ่งอาการเด้งกระด้างผิดจากปกตินั้นจะรู้สึกได้ชัดยิ่งขึ้นเมื่อท่านขับรถของท่านผ่านในพื้นที่ต่างระดับ อย่างเช่น ขึ้นสะพาน บนถนนขรุขระ ตัวโช๊คอัพเองจะแสดงอาการเด้งผิดปกติออกมาอย่างชัดเจน อาทิเช่นจะมีอาการเด้งที่รุนแรง ทำให้ตัวคนขับและผู้โดยสารแทบจะลอยออกจากเบาะรถเลย ซึ่งถ้ามีอาการคล้ายแบบนี้ เป็นสัญญาณที่เตือนเลยว่าต้องทำเปลี่ยนโช๊คอัพรถยนต์ ได้แล้ว

       หลังจากที่ได้อ่านกันไปแล้ว ทางทีมงาน โตโยต้า กรุงไทย หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยคต่อการดูแลรักษารถยนต์ ซึ่งปัจจุบันแล้วรถยนต์ที่ผลิตออกมาใหม่ๆ นั้นก็มีการใช้โช๊คอัพอยู่ 2 ประเภทหลักๆ อยู่ด้วยกัน ส่วนจะถูกหรือจะแพงนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ล่ะคนไปดังนั้นแล้ว การตรวจเช็คและดูแลรักษารถยนต์ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมและละเลยไม่ได้เลยคือ การตรวจเช็กโช๊คอัพของรถที่ใช้งานอยู่เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิ์ภาพในการขับขี่และความปลอดภัยในชีวิตอีกด้วย

       ทั้งนี้ทางเรายังมีบริการในการตรวจเช็กรถยนต์อยู่ ที่การตรวจเช็กใช้ระยะเวลา 60 นาทีในการตรวจเช็ก ซึ่งท่านสามารถนำรถของท่านเข้ามาใช้บริการกับเราได้ที่ ศูนย์บริการและอะไหล่ โตโยต้า กรุงไทย หรือถ้าท่านไม่สะดวก ท่านสามารถนำรถของท่านไปเช็กสภาพรถได้ที่ ศูนย์บริการที่ใกล้บ้านของท่าน เพราะในที่สุดแล้วไม่ว่าท่านจะใช้รถไปในระยะทางที่มากเท่าไหร่ก็ตาม สุดท้ายแล้วรถของท่านก็ต้องทำการบำรุงตรวจเช็กและรักษาอยู่ดี


ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

Facebook | Google + | Youtube | Line | Twitter


แชร์บทความ

เรื่องที่ควรรู้สำหรับผู้ใช้รถกระบะ

       ต้องยอมรับว่ารถกระบะเป็นประเภทรถยนต์ที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทยของเรานะครับ ไม่เพียงเพื่อใช้งานทางด้านพาณิชย์ หรือบรรทุกสิ่งของเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทุกวันนี้รถกระบะยังเป็นรถยนต์ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายกิจกรรม เนื่องด้วยรูปลักษณ์การออกแบบทั้งภายใน-ภายนอก และห้องโดยสารที่มีความสะดวกสะบายต่อผู้ใช้งาน พร้อมด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่ตอบสนองกับความต้องการได้หลากหลายรูปแบบการใช้งาน ซึ่งการใช้งานของรถกระบะนั้นอาจจะแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ของแต่ละคน
ดังนั้นแล้วเพื่อยืดอายุการใช้งานของรถกระบะนั้น วิธีการบำรุงรักษาหรือตรวจเช็คสภาพของรถกระบะอย่างสม่ำเสมอนั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้รถของท่านมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น และวันนี้เราโตโยต้า กรุงไทย ก็มีวิธีง่ายๆที่จะมาแนะนำ เพื่อให้มีอายุการใช้งานยาวนานมากขึ้น ส่วนจะมีอะไรกันบ้างนั้นเราไปดูกันเลยครับ

ห้องเครื่องยนต์ ไฮลักซ์ รีโว่

1.  หมั่นตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง
       การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง ถือว่าเป็นสิ่งแรกที่ทุกท่านผู้ใช้รถกระบะจำเป็นต้องตรวจก่อนเลยหลังจากการใช้งาน เพราะระดับน้ำมันเครื่องสามารถบ่งบอกได้ว่ารถของท่านควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้วหรือยัง ซึ่งวิธีการตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องในรถกระบะของท่านนั้นก็เป็นเรื่องง่ายๆ เลยก็คือ ท่านต้องเตรียมทิชชู่เพื่อเอาไว้เช็ดคราบน้ำมันจากก้านวัดก่อน วิธีปฏิบัติคือ ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องซึ่งจะอยู่บริเวณใกล้กับฝาที่ใส่น้ำมันเครื่อง ให้ท่านทำการเช็ดคราบน้ำมันจากก้านก่อนรอบแรก แล้วเสียบกลับที่เดดิมอีกครั้ง แล้วดึงก้านออกมาดู แล้วให้สังเกตุว่าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระดับไหน ซึ่งก้านวัดจะมีระดับขีดบอกอยู่ คือ max-min หรือขีดล่าง L (Min) ขีดบน F (Max) ถ้าหากระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่างทั้งสองขีดนี้แสดงว่าปกติ และหากปริมาณน้ำมันเครื่องสีดำมาก และอยู่ต่ำกว่าขีด L หรือสูงกว่าขีด F มากเกินไป อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้  และควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆระยะ 5,000-10,000 กิโลเมตร หรือตามรถยนต์แต่ละรุ่นที่กำหนดไว้ในคู่มือรถ และขึ้นอยู่กับวิธีการใช้งานด้วย

2.  เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะ
       สำหรับข้อนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่ท่านได้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง (จากข้อ1) ให้พิจารณาว่าสมควรที่จะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง โดยให้สังเกตจากสีของน้ำมันเครื่องว่าในขณะนั้นเป็นสีดำมากน้อยแค่ไหน (วิธีเช็คจากข้อ 1) และโดยทั่วไปแล้วระยะของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่นั้นจะอยู่ที่  5,000-10,000 กิโลเมตร โดยประมาณ ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องของการช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ของท่านได้เป็นอย่างดีเลยครับ

3. น้ำยาหล่อเย็น
       น้ำยาหล่อเย็น หรือน้ำยาคูลแลนท์ (Coolant) ที่เหมาะสมต้องออกสีเขียวและปริมาณของน้ำยาต้องอยู่ในระดับกลางๆ ซึ่งต้องไม่อยู่ในระดับต่ำ (Low) ในถังบรรจุน้ำยาหล่อเย็นเกินไป และสีของน้ำยาต้องไม่ออกเป็นสีดำจนเกินไป ซึ่งถ้าตัวน้ำยาหล่อเย็นสีเขียวๆกลายเป็นสีดำเมื่อไหร่ แนะนำให้ท่านนำรถของท่านเข้าที่ศูนย์บริการฯใกล้บ้านท่าน เพื่อให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็คอย่างระเอียด เพราะศูนย์บริการมีเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานและทันสมัย เพื่อป้องกันและเป็นการถนอมการใช้งานของระบบความเย็นของเครื่องเย็นให้มีอายุการใช้งานให้ยาวนานต่อไป

4. การสลับยางรถยนต์ตามระยะ
       ทำไมถึงต้องสลับยางรถยนต์ตามระยะ?.. เพราะบางท่านใช้งานรถกระบะก็จะแตกต่างกัน และโดยธรรมชาติแล้ว ยางที่อยู่ล้อหน้านั้นมีโอกาสที่จะสึกหรอก่อนมากกว่ายางหลัง เพราะมาจากการเบรกของรถกระบะส่วนใหญ่ที่มีระบบเบรกอยู่ล้อหน้าเป็นหลักนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อาจขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและการขับขี่ของแต่ล่ะท่านด้วยน่ะครับ ดังนั้นแล้วเพื่อเป็นการถนอมยางให้มีอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น เราควรสลับยางรถยนต์ตามระยะการใช้งาน อย่างเช่น รถของท่านเปลี่ยนยางใหม่ ซ่งมีการใช้งานไปประมาณ 10,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 6 เดือน ท่านก็ควรนำรถของท่านเข้ารับการบริการที่ศูนย์บริการหรืออู่บริการ ใกล้บ้าน

5. พื้นปูกระบะลายเนอร์
       ปกติแล้วพื้นปูกระบะลายเนอร์ เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามไป ซึ่งแน่นอนส่วนใหญ่รถกระบะก็จะมีพื้นปูกระบะทุกคันอยู่แล้ว และหลายคนก็มองข้ามในเรื่องการดูแลรักษาไปด้วยเช่นกัน เราควรมีการถอดพื้นปูกระบะลายเนอร์ออกมา เพื่อทำความสะอาดตัวกระบะของเราอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากพื้นปูกระบะลายเนอร์นี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ กระบะเราเกิดสนิมได้ เพราะใต้พื้นกระบะลายเนอร์ ไม่ได้รับแสงแดด และมีสิ่งปฎิกูลต่างๆหมักหมมเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความชื้นสะสมอยู่เป็นเวลานาน เป็นสาเหตุของการเกิดสนิมกัดกร่อนตัวกระบะเรา เป็นภัยเงียบที่เราไม่ควรมองข้ามนะครับ

       ทั้งหมดนี้เป็นเพียงวิธีการตรวจเช็ค และการบำรุงรักษารถกระบะเบื้องต้นที่ทางโตโยต้า กรุงไทย ได้นำมาฝากกันนะครับ หรือหากท่านใดที่ไม่มีเวลาและไม่สามารถทำด้วยตัวเอง ก็สามารถนำรถยนต์ของท่านมาเข้ารับการตรวจเช็คเบื้องต้นที่ศูนย์บริการมาตรฐาน และอะไหล่ ของโตโยต้า กรุงไทย ได้ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ สำนักงานใหญ่ รามอินทรา (กม.9), สาขาเกษตรฯ-พหลโยธิน และสาขาตลิ่งชั่น ซึ่งทางเรามีบริการ ตรวจเช็คทันใจใน 60 นาที (Express Maintenance) และเรามีช่างผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาฟรีครับ สามารถนัดหมายล่วงหน้าเพื่อนำรถเข้าเช็คระยะตามกำหนด ได้ที่ 0-2510-999 กด9


ติดตามข่าวสาร โปรโมขั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

Facebook | Google+ | YouTube | Line | Twitter


แชร์บทความ

พวงมาลัยรถยนต์

ทำความรู้จัก! การทำงานของระบบพวงมาลัยรถยนต์

พวงมาลัยรถโตโยต้า

ทำความรู้จัก! การทำงานของระบบพวง มาลัยรถยนต์
     พบกันอีกเช่นเคยกับบทความสำหรับผู้รักรถยนต์ โดยในวันนี้ทางทีมงาน โตโยต้า กรุงไทย ก็ไม่พลาดนำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์มาฝากเช่นเคย อุปกรณ์อีกหนึ่งชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของรถยนต์ เพราะถ้าไม่มีตัวนี้แล้ว รถของท่านอาจจะไม่สามารถขับเคลื่อนไปไหนก็ได้ แน่นอนซึ่งนั่นก็คือ พวงมาลัยรถยนต์ นั่นเองครับ พวงมาลัยรถยนต์ถือว่าเป็นชิ้นส่วนรถยนต์ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในรถยนต์เลยครับ เพราะทำหน้าที่ควบคุมให้รถยนต์ไปตามทิศทางที่กำหนดและยังเป็นอุปกรณ์ที่เราต้องทำความรู้จักมันให้มากๆเลยทีเดียว

     ซึ่งส่วนประกอบที่สำคัญของระบบพวงมาลัย ได้แก่ พวงมาลัย, ขายึดแกนพวงมาลัย, แกนพวงมาลัย, หน้าแปลนพวงมาลัย, ยางข้อต่อ, กระปุกพวงมาลัย, แขนเกียร์พวงมาลัย, คันชักคันส่งกลาง, คันชักคันส่งข้าง , แขนดึงกลับ และกระปุกพวงมาลัย

          รู้หรือไม่ครับว่า พวงมาลัยรถยนต์ในหลายๆค่ายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน นิยมใช้กันหลายแบบโดยจะมีรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น

          แรคแอนด์พีเนียน ซึ่งเจ้าพวงมาลัยชนิดนี้ จุดเด่นก็คือ ต้นทุนไม่แพง เป็นระบบการบังคับเลี้ยวชนิดหนึ่ง แบบสะพานมีเฟือง กับเฟืองหมุนขนาดกะทัดรัด ใช้พื้นที่น้อย แถมยังตอบสนองการขับขี่ไวอีกด้วย

          แบบบอลล์แอนด์นัท พวงมาลับแบบนี้มักจะนิยมใช้ในรถกระบะบางรุ่น อย่างเช่น โตโยต้า รีโว่ (Toyota Revo) หรือรถบรรทุกยี่ห้อดังหลายๆเจ้า รถโดยสารขนาดใหญ่ โดยการทำงานของเจ้าพวงมาลัยนี้จะมีชุดวาล์วเพื่อควบคุมทิศทางน้ำมันไฮดรอลิกส์แบบโรตารี่ ควบคุมการทำงานด้วยแรงหมุนพวงมาลัยจากผู้ขับร่วมกับความฝืดของยางรถยนต์กับพื้นถนน ซึ่ีงจะอาศัยการบิดตัวของทอร์ชันบาร์สปริง ข้อดีของขวงมาลัยแบบ แบบบอลล์แอนด์นัท นี้ คือทนมากกว่าแบบ แรคแอนด์พีเนียน ครับ

          พวงมาลัยแบบเพาเวอร์ เป็นพวงมาลัยชนิดสุดท้ายที่ถูกผลิตมาใช้ในท้องตลาดครับ ซึ่งปัจจุบันมีย่อยลงไปอีก 3 แบบ ได้แก่

          1. แบบใช้น้ำมันอย่างเดียว เรียกว่า แบบไฮดรอลิกส์

          2. แบบไฮดรอลิกส์ร่วมกับไฟฟ้า

          3. แบบไฟฟ้าใช้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบไม่มีน้ำมันเพาเวอร์ สายพานหรือปั๊มเพาเวอร์คอยดึงกำลังจากเครื่องยนต์มาช่วย แต่จะเป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมดเข้ามาช่วยในการเลี้ยวและหมุนพวงมาลัยได้สะดวกยิ่งขึ้น ข้อดีของเจ้าพวงมาลัยนี้ทำให้รถประหยัดน้ำมันมากกว่าเดิิม อีกทั้งยังลดภาระเครื่องยนต์ไม่ต้องบำรุงรักษาตามระยะ แต่เมื่อมีปัญหาก็ต้องเสียค่าซ่อมแพงหูฉี่เลยทีเดียว

          เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับ เกร็ดความรู้เกี่ยวกับพวงมาลัยรถยนต์ ที่ทางทีมงานได้นำมาเสนอ คาดว่าคงจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการขับขี่ ส่งผลไปถึงความปลอดภัยของรถยนต์ พวงมาลัยรถยนต์ ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่รถยนต์หลายค่ายต่อหลายค่าย แข่งขันกันผลิตออกมาให้ใช้งานดีที่สุดและทันสมัยที่สุด เพื่อตอบโจทย์ของการใช้รถยนต์ในยุคนี้มากที่สุดครับ ทั้งนี้ รถยนต์โตโยต้า ของเราก็ให้ความสำคัญกับการผลิตพวงมาลัยรถยนต์ให้ออกมาตอบสนองความต้องการ และได้มาตรฐานความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งานมากที่สุดเช่นกัน

นอกจากนี้ทางเรายังมีบริการอื่นๆจาก ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี, ศูนย์บริการและอะไหล่ ไว้บริการท่านอีกด้วย


โปรแรงๆ ขวัญใจ กระบะ Revo


ติดตามข่าวสาร โปรโมขั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

Facebook:Google+: | YouTube: | Line: | Twitter:


แชร์บทความ

บีบแตรรถ

การบีบแตรรถ บ่งบอกอะไรได้บ้าง ?

บีบแตรรถ บอกอะไรได้บ้าง ?

การบีบแตรรถ

    พบกันอีกเช่นเคย กับเรื่องราว สาระดีๆ เกี่ยวกับยานยนต์ วันนี้จะพูดถึงเรื่องบนท้องถนนกันบ้างครับ เชื่อว่าหลายท่านคงจะเคยสงสัยกันไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ ว่าเสียงแตรรถยนต์ที่เราได้ยินกันบ่อยๆบนท้องถนนนั้นมีหลายแบบ ซึ่งบางทีอาจจะทำให้เกิดความน่ารำคาญไปบ้าง แต่การบีบแตรรถยนต์สามารถบอกเราได้หลายๆอย่างเลยทีเดียว และที่สำคัญเจ้าแตรนี้หล่ะที่ทำให้ลดการเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเลยก็ว่าได้ อย่ารอช้าเราไปดูกันเลยดีกว่า ว่าการแบบแตรแต่ละชนิดบอกอะไรเราได้บ้าง

– การบีบแตรแบบเบาและเสียงสั้น หมายถึง การทักทายกันบนท้องถนน เช่น “สวัสดียามเช้าอากาศสดใส ฉันกำลังจะไปทำงานแล้วนะ” การบีบแตรในลักษณะนี้ ค่อนข้างจะสุภาพและเป็นมิตร ใช้วิธีการบีบแตรเบาๆและสั้นๆ ผู้รับรู้ก็จะได้รู้สึกสบายหูไปด้วยนั้นเอง

– การบีบแตรแบบเสียงสั้นสองครั้ง หมายถึง การบีบแตรในลักษณะนี้ เพื่อเป็นการเตือนให้อีกฝ่ายทราบถึงตำแหน่งรถของเรา เพื่อระมัดระวังและลดการเกิดอุบัติเหตุด้วยนั่นเอง

– การบีบแตรแบบเสียงดังยาว หมายถึง เป็นการบีบแตรที่ผู้ฟังอาจจะตกใจไม่มากก็เล็กน้อย แต่ข้อดีของมันคือการเร่งอีกฝ่ายให้ตื่นตัว ไม่เหม่อลอย ให้ระมัดระวังว่ากำลังจะเกิดเหตุอันตราย และอาจจะเป็นการช่วยเตือนให้เค้าตื่นจากอาการหลับในได้อีกด้วย

– การบีบแตรแบบเสียงดังยาวซ้ำกันสองครั้ง หมายถึง การแบบแตรแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด เพราะผู้ที่ได้ฟังนั้นจะสามารถรับรู้ได้ถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน การบีบแตรยาวๆซ้ำกันนั้นเป็นการเตือนว่ากำลังจะเกิดอุบัติเหตุแบบกะทันหัน ฉุกเฉิน นั้นเอง

    อ่านกันไปแล้วสำหรับลักษณะการบีบแตรในแบบต่างๆ เชื่อว่าหลายคนต้องหันกลับมาสนใจสัญญาณเตือนชนิดให้มากขึ้นนี้แล้ว ไม่เปิดเพลงดังจนเกินไป ทำให้เราไม่ได้ยินเสียงรอบข้างขณะขับขี่ การบีบแตรก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ การบีบแตรรถยนต์อย่างพร่ำเพรื่อก็อาจเป็นดาบสองคมก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เช่นกัน รู้อย่างนี้แล้วทีมงานโตโยต้า กรุงไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะทำให้ท่านใช้แตรอย่างมีสติ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมทาง เป็นมิตรกับเพื่อนร่วมทาง และยังขับขี่ปลอดภัย วันนี้หาเวลาซักนิดตรวจสอบสภาพรถของท่าน และสภาพการใช้งานแตรของท่านให้ใช้การได้อยู่เสมอ เพื่อถ้าเกิดเหตุด่วนขึ้นมาแตรก็จะช่วยเราได้มากเลยเช่นกัน ท่านสามารถเข้ารับบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ของท่านได้ที่ โตโยต้า กรุงไทย ทั้ง 3 สาขา ดังนี้ สาขารามอินทรา สาขาเกษตร และสาขาตลิ่งชัน ทางเรายินดีให้บริการอย่างครอบครัว

     และนอกจากนี้ทางเรายังมีบริการอื่นๆเสริมอีกไม่ว่าจะเป็น : ศูนย์ซ่อมตัวถังและสีศูนย์บริการและอะไหล่ ไว้ให้บริการให้กับท่านที่รักรถยานยนต์


ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

Facebook:Google+: | YouTube: | Line: | Twitter:


แชร์บทความ

อาการของเกียร์รถที่กำลังจะพัง

7 อาการของเกียร์รถที่กำลังจะพัง

อาการของเกียร์รถที่กำลังจะพัง

ภาพโดย : สาระความรู้ เทคนิคและเทคโนโลยียานยนต์ โดยโตโยต้า กรุงไทย

7 อาการของเกียร์รถที่กำลังจะพัง

1. เกียร์ไม่เข้าตามตำแหน่ง

       หลายคนคงเคยเจอปัญหาหรือรู้สึกว่า การเข้าเกียร์ในบางตำแหน่งเป็นไปได้ยาก นั่นเป็นสัญญาณหนึ่งที่สำคัญที่จะบ่งบอกอาการเบื้องต้นของอาการเกียร์รถกำลังจะพัง (แต่ต้องอาศัยความรู้สึกเบื้องต้นในขณะตอนขับหรือใช้งานรถยนต์นะครับ) แม้เรื่องนี้ส่วนใหญ่แล้วอาจจะเกิดในระบบเกียร์ธรรมดามากกว่า ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะเกิดจากสาเหตุอย่างอื่นด้วยเช่นกัน อาทิ น้ำมันเกียร์มีปริมาณต่ำกว่าที่กำหนด ซึ่งมีผลต่อการทำงานของชุดเฟืองในเกียร์ ถ้าตรวจสอบแล้วเป็นไปตามที่คาดเดาไว้เบื้องต้นนั้น เจ้าของรถควรจะเตรียมตัว และวางแผนในการซ่อมรถยนต์ของคุณได้เลยครับ

2. กลิ่นไหม้จากเกียร์

       กลิ่นไหม้ก็เป็นสัญญาณอีกหนึ่งข้อที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน อย่างเกียร์รถยนต์นี้ก็สังเกตได้จากกลิ่นไหม้ได้เช่นกันครับ กลิ่นไหม้ที่มาจากตัวรถยนต์เรา โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อชุดเกียร์หรือผ้าเบรคทำงานผิดปกติ (ในกรณีมีกลิ่นจากผ้าเบรคนั้นส่วนใหญ่จะเจอตอนขับรถยนต์ขึ้นลงทางลาดชันหรือภูเขา) ในกรณีเมื่อชุดเกียร์ทำงานหนักหรือผิดปกตินั้น จะทำให้น้ำมันบางส่วนถูกเผาไหม้ และกลายเป็นกลิ่นออกมาเตือนคุณ ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้วให้คุณรีบซ่อมหรือนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อเช็คซ่อมต่อไป

3. เสียงไม่พึงประสงค์

       อีก 1 ข้อสังเกตเรื่องเกียร์รถยนต์นั้นคือเสียง ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเองเพียงจอดรถเข้า เกียร์ว่างหรือตำแหน่ง เกียร์  N  หากรถคุณเป็นเกียร์อัตโนมัติจากนั้น คอยเงี่ยหูฟังเสียงคล้ายเหล็กกระทบกันดู ถ้ามีเสียงให้รีบตรวจสอบทันที เพราะการมีเสียงอาจหมายถึงมีชิ้นส่วนบางอย่างกำลังสึกหรอ อาจจะเป็นตัวฟันเฟืองเกียร์เองหรือกระทั่งพวกลูกปืนต่างๆ ซึ่งจะมีเสียได้ถ้า มันอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์

4. เกียร์ลื่น

       อาการนี้ท่านผู้รักรถยนต์มักเจอในระบบ เกียร์ธรรมดา มากกว่าครับลองให้ท่านนึกดูนะครับว่ามีไหมที่คุณขับรถยนต์อยู่ดีๆ แล้วปรากฏว่าเกียร์รถยนต์ที่เข้าตามตำแหน่งถูกเลื่อนออกมาที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง ซึ่งในเกียร์อัตโนมัติเองก็อาการคล้ายๆกัน แต่จะเห็นชัดมากกว่าตอนที่คุณเร่ง เช่นใช้คันเร่งเท่าเดิม แต่ใช้เวลามากขึ้น หรือรถไม่ค่อยวิ่งทั้งที่เร่งเต็มพิกัด อาการเกียร์ลื่นเอง มักมีสาเหตุจากน้ำมันเกียร์อยู่ในระดับต่ำเกินไป บางครั้งอาจะมีส่วนมาจากคลัทช์ลื่น หรือผ้าคลัทช์เหลือน้อยด้วยครับ

5.คลัทช์ติด

       อาการนี้ท่านผู้รักรถยนต์อาจจะไม่เกี่ยวกับตัวชุดเกียร์โดยตรงและมักเป็นมากในรถยนต์เกียร์ธรรมดา แต่อาการคลัทช์ติดอาจเกิดขึ้นได้กับท่านผู้รักรถยนต์ โดยเฉพาะคนที่ชอบขับรถที่มีอายุการใช้งานที่มาก ซึ่งอาการนี้เกิดจากคลัทช์เองไม่สามารถแยกตัวออกจากล้อช่วยแรง หรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Fly Wheel ซึ่งมันจะติดอยู่กับเครื่องยนต์ได้และมันทำให้คุณไม่สามารถเข้าตำแหน่งเกียร์อื่นๆได้ เนื่องจากคลัทช์ยังทำงานอยู่ ซึ่งการฝืนอาจจะทำให้ชุดเกียร์ได้รับความเสียหายได้ครับ

6. น้ำมันเกียร์รั่ว

       เป็นอาการที่ชัดเจนและท่านผู้รักรถยนต์สามารถสังเกตได้ครับ เพราะเกิดได้ทั้งกับเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ โดยอาจจะเริ่มแค่ซึมๆ ตามห้องเกียร์ แต่อย่ามองข้าม เพราะมันอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ได้ การที่ชุดเกียร์มีระดับน้ำมันต่ำ อาจทำให้เกิดอุณหภูมิสูงในชุดเกียร์ และพังในท้ายที่สุด แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่การซ่อมก็ไม่ง่ายเพราะ การถอดประกอบเกียร์ต้องมีความชำนาญการไม่ต่างจากเครื่องยนต์ตามศูนย์บริการและอะไหล่ของค่ายรถยนต์ต่างๆครับ

7. อาการของเกียร์ไม่ตอบสนอง

       อาการนี้เรียกว่าหนักสุดๆเลยครับ ท่านผู้รักรถยนต์ลองนึกดูนะครับจะเป็นอย่างไร ถ้าเกียร์ดับสนิทง่ายมากมันจะไม่ตอบสนองเลย โดยทั่วไปแล้วอาการนี้มักพบกับเกียร์อัตโนมัติมากกว่า เมื่อคุณเข้าตำแหน่งที่ต้องการแล้ว กลับพบว่าชุดเกียร์ไม่สามารถเดินหน้าหรือถอยหลังได้ ตายสนิทมันอยู่ตรงนั้นนั่นแหละบางครั้งในกรณีเดียวกัน อาจจะมีอาการคล้ายคลัทช์หรือเกียร์ลื่น ซึ่งลักษณะดังกล่าวมักจะเจอในเกียร์ธรรมดา ซึ่งถ้าเกิดอาการนี้ ทีมงานแนะนำเลยครับว่าให้รีบนำรถยนต์ของท่านเข้าศูนย์บริการและอะไหล่ของท่านโดยเร็วที่สุดเลยครับ

       เป็นอย่างไรบ้างครับ สาระความรู้รถยนต์ และ เกร็ดความรู้รถยนต์ ที่ทางทีมงานของ โตโยต้า กรุงไทย นำมาแนะนำในครั้งนี้ให้ครับ ซึ่งจากอาการทั้งหมดที่กล่าวมาทางทีมงานเชื่อเลยว่า หลายท่านคงพอจะได้ข้อสังเกตในเรื่องการทำงานของระบบเกียร์รถยนต์ ที่ท่านเองก็สามารถนำไปใช้ได้ในเบื้องต้นครับ ซึ่งเรื่องการดูแลรักษารถยนต์ไม่จำเป็นต้องช่างก็สามารถทำเองได้ครับผม ซึ่งคราวหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ต้องคอยติดตาม

นอกจากนี้ทางเรายังมีบริการอื่นๆจาก ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี, ศูนย์บริการและอะไหล่ ไว้ให้บริการ


โปรแรงๆ ขวัญใจ กระบะ Revo


ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

Facebook:Google+: | YouTube: | Line: | Twitter:


แชร์บทความ

รถเกียร์ธรรมดา มี 5 ข้อที่ต้องห้ามทำ

5 สิ่งที่ห้ามทำสำหรับคนที่ใช้รถเกียร์ธรรมดา

รถเกียร์ธรรมดา มี 5 ข้อที่ต้องห้ามทำ

รถเกียร์ธรรมดา มี 5 ข้อที่ต้องห้ามทำ

1. ไม่เหยียบคลัทช์ค้างไว้ขณะจอดติดไฟแดง

ถึงแม้ว่าท่านผู้รักรถยนต์จะขับรถยนต์เกียร์ธรรมดาส่วนใหญ่จะใส่เกียร์ว่างขณะรถจอดติดไฟแดง เพราะไม่อยากเหยียบคลัทช์ให้เมื่อยขา แต่บางคนก็เลือกที่จะเข้าเกียร์พร้อมกับเหยียบคลัทช์ค้างเอาไว้ในบางโอกาส เนื่องจากต้องการความรวดเร็วในการออกตัว แต่การเหยียบคลัทช์ค้างไว้นั้น จะทำให้ลูกปืนคลัชท์เสื่อมสภาพเร็วยิ่งขึ้น ทางที่ดีจึงควรใส่เกียร์ว่างทุกครั้งเมื่อรถยนต์หยุดนิ่งดีกว่าครับ

2. ใช้เกียร์สูงขณะที่ความเร็วต่ำ

ท่านผู้รักรถยนต์ไม่ควรใช้เกียร์สูงในขณะขับขี่ที่ความเร็วต่ำ อย่างเช่น ท่านกำลังใช้เกียร์ 5 ขณะที่ท่านขับขี่ด้วยความเร็วต่ำเพียง 40 กม./ชม. โดยเฉพาะการเหยียบคันเร่งจมมิด เพราะจะเป็นการฉุดกำลังเครื่องยนต์ เร่งไม่ขึ้น อีกทั้งยังเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุอีกด้วย ทางที่ดีควรใช้ตำแหน่งเกียร์ที่เหมาะสมในแต่ละย่านความเร็วครับ

3. ไม่ควรวางมือไว้บนคันเกียร์

หลายท่านมักจะเกิดความเคยชินด้วยการใช้คันเกียร์เป็นที่พักมือทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์ออโต้ ซึ่งในกรณีเกียร์ออโต้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด แต่สำหรับเกียร์ธรรมดานั้น หากกดน้ำหนักมือมากจนเกินไป จะสร้างแรงกดไปยังก้ามปูเกียร์ ซึ่งอาจทำให้เกิดการหลวมจนเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรดังนั้นแล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือ ไม่ควรวางมือไว้บนคันเกียร์ เลยจะดีที่สุดครับ

4. ไม่เร่งเครื่องขณะจอดติดทางชัน

ถ้าหากท่านผู้รักรถยนต์ได้จอดติดบนทางชันนั้น ท่านไม่ควรใช้วิธีเร่งเครื่องเพื่อป้องกันรถไหล เพราะอาจทำให้คลัทช์ไหม้ได้ ทางที่ดีควรเหยียบเบรก ปลดเกียร์ว่าง แล้วจึงดึงเบรกมือค้างไว้ หากกลัวว่ารถจะไหลไปข้างหลังขณะออกตัว ให้ใช้วิธีดึงเบรกมือจนสุด เร่งเครื่องยนต์ตามปกติ จากนั้นจึงปลดเบรกมือลง จะช่วยให้รถไม่ไหลลงทางชัน แต่ทางที่ดีควรฝึกขับเกียร์ธรรมดาให้คุ้นชิน เพื่อจะได้กะระยะปล่อยคลัทช์ได้อย่างแม่นยำครับ

5. ไม่วางเท้าบนแป้นคลัทช์

เป็นข้อห้ามสุดคลาสสิกสำหรับรถเกียร์ธรรมดาเลยก็ว่าได้ เพราะการวางเท้าบนแป้นคลัทช์ด้วยน้ำหนักมากจนเกินไป จะทำให้ชุดคลัทช์เกิดการเสียดสีจนทำให้คลัทช์หมดได้ บางกรณีอาจทำให้เกิดอาการคลัทช์ไหม้ได้อีกด้วยจะสังเกตได้จากกลิ่นนั้นเองครับ

     เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับวิธีที่ทางทีมงานได้นำมาแนะนำกันในบทความนี้ จริงๆแล้วเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ท่านผู้รักรถยนต์เองก็สามารถทำได้ด้วยตัวเองครับ ซึ่งถ้าหากรู้วิธีขับรถเกียร์ธรรมดาอย่างถูกต้องแล้วล่ะก็ จะช่วยยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น จนผู้ที่ขับรถเกียร์อัตโนมัติต้องอิจฉาแน่นอนครับ ท่านสามารถพบกับบทความแบบนี้ ซึ่งจะมาพร้อมกับ เกร็ดความรู้รถยนต์ ที่มี สาระความรู้รถยนต์ สำหรับคราวหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้นต้องคอยติดตามกันครับ

      นอกจากนี้ทางเรายังมีบริการอื่นๆจาก ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี, ศูนย์บริการและอะไหล่ ไว้บริการท่านอีกด้วย


โปรแรงๆ ขวัญใจ กระบะ Revo


ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

Facebook:Google+: | YouTube: | Line: | Twitter:


แชร์บทความ

5 สิ่งที่ห้ามทำสำหรับคนที่มีรถเกียร์ออโต้

5 สิ่งที่ห้ามทำสำหรับคนที่มีรถเกียร์ออโต้

5 สิ่งที่ห้ามทำสำหรับคนที่มี รถเกียร์ออโต้5 สิ่งที่ห้ามทำสำหรับคนที่มีรถเกียร์ออโต้

1.เมื่อจะต้องหยุดรถเป็นระยะเวลานานๆ ท่านไม่สมควรใส่เกียร์ไว้ในตำแหน่ง D ค้างไว้ ถึงแม้กระนั้น ท่านควรที่จะเลื่อนไปตำแหน่งเกียร์ N หรือ P แล้ว ดึงเบรกมือไว้ การที่ท่านใส่เกียร์ D ค้างไว้เป็นระยะเวลานานๆแล้ว มันจะส่งผลให้เกิดความร้อนสะสม ซึ่งทำให้องค์ประกอบด้านในชุดห้องเกียร์เกิดความเสียหาย อีกทั้งยังลดอายุการใช้งานให้สั้นลด ซึ่งนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้

2.เกียร์ออโต้ในรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ จะมีโหมดให้เลือกเปลี่ยนเกียร์เองเหมือนเกียร์แมนนวล ในส่วนนี้จะทำให้ประสิทธิภาพการตอบสนองนั้นสู้เกียร์แมนนวลแท้ ๆ แบบมีคลัตช์ไม่ได้ ทำให้หลายคนชอบลากรอบเครื่องยนต์ให้สูง แล้วค่อยชิพเปลี่ยนเกียร์ที่คันเกียร์ หรือแพทเดิลชิพที่พวงมาลัยหรือวิ่งด้วยความเร็วสูงแล้วเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ ทำให้รอบเครื่องสูงไม่สัมพันธ์กับความเร็ว จะทำให้เกียร์ได้รับความเสียหายได้ ควรใช้ตำแหน่งเกียร์และความเร็วที่เหมาะสมสัมพันธ์กัน ไม่ควรใช้รอบเครื่องยนต์สูงโดยไม่จำเป็น

3. การใช้เกียร์ออโต้ในตำแหน่ง 1 หรือ L นั้น ควรใช้ในกรณีที่จำเป็นจริง ๆ จริงๆแล้ว กรณีนี้ควรจะใช้ในกรณีที่ต้องการแรงบิดที่มากขึ้นเวลาขึ้นทางลาดชัน ติดหล่ม ลากรถขึ้นจากหล่ม หรือเวลาลงทางชัน ต้องการใช้เอ็นจินเบรก แทนการใช้เบรกที่ล้อที่จะเกิดความร้อนสะสมได้ การใช้เกียร์ออโต้ในตำแหน่ง 1 หรือ L นั้น ไม่ควรใช้ต่อเนื่องเป็นระยะทางไกล ๆ เพราะจะทำให้เกิดความร้อนสะสมในห้องเกียร์ได้ซึ่งนำมาให้ระบบเกียร์เกิดความเสียหายได้ในระยะยาว

4. การขับรถเกียร์ออโต้นั้น ถ้าผู้ขับขี่ไม่มีความชำนาญหรือความคุ้นเคยกับเกียร์ออโต้ของรถแต่ละคันแล้วจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน สำหรับในการคิ๊กดาวน์ หรือชิพดาวน์เพื่อต้องการอัตราเร่งเพื่อแซงรถคันหน้านั้น การตอบสนองของรถแต่ละยี่ห้อและรุ่นตอบสนองไม่เหมือนกัน บางรุ่นตอบสนองได้อย่างรวดเร็วทันใจ บางรุ่นจะมีหน่วงอยู่บ้าง ผู้ขับขี่ควรเรียนรู้และมีสร้างความคุ้นเคยกับรถที่ขับให้เป็นอย่างดี การเร่งแซงที่ผิดจังหวะ หรือกะระยะไม่ดี จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

5. เกียร์ออโต้ก็ต้องการบำรุงรักษาเช่นเดียวกับส่วนอื่น ๆ ของเครื่องยนต์ สำหรับการบำรุงรักษาโดยปกติจะเป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเกียร์ ควรเปลี่ยนตามที่บริษัทผู้ผลิตกำหนด อย่าฝืนใช้เกินกำหนดเป็นระยะทางเป็นเวลานาน บรรดาเศษโลหะจะสะสมในห้องเกียร์มากขึ้น และจะทำให้ระบบเกียร์ทำงานไม่ได้สมบูรณ์การระบายความร้อนห้องเกียร์ก็จะทำได้ไม่เต็มที่ อายุการใช้งานสั้นลง ต้องเข้าโรงซ่อมเพียงอย่างเดียวและเมื่อต้องซ่อมเกียร์จะเสียทั้งเวลาและเงินไปโดยใช่เหตุ

และสำหรับการดูแลและรักษายืดอายุการใช้งาน เกียร์ออโต้ นั้นทำได้ไม่ยากเพียงแค่ท่านผู้รักรถยนต์ลองฝึกและปฏิบัติตาม สร้างความคุ้นเคยกับ เกียร์ออโต้  ในรถยนต์ของท่านกันถึงแม้ท่านจะขับรถยนต์ได้คล่องขนาดไหน แต่เมื่อเกิดอุบัติเหตุก็ยังมีสิทธิ์เกิดขึ้นได้เสมอท่านสามารถติดตาม เกร็ดความรู้รถยนต์ และ สาระความรู้รถยนต์ ได้ที่เว็บไซต์ โตโยต้า กรุงไทย ซึ่งคราวหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ต้องคอยติดตาม

นอกจากนี้ทางเรายังมีบริการอื่นๆจาก ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี, ศูนย์บริการและอะไหล่ ไว้บริการท่านอีกด้วย


โปรแรงๆ ขวัญใจ กระบะ Revo


ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

Facebook:Google+: | YouTube: | Line: | Twitter:


แชร์บทความ

ยางรถเสื่อมไว

รู้ไว้ใช่ว่า….! 6 สาเหตุที่ทำให้ยางรถยนต์เสื่อมไวกว่าปกติ

ยางรถเสื่อมไว สาเหตุเกิดจาก ?

1. การเติมลมยางที่ไม่พอดี

          เป็นเรื่องที่คนใช้รถยนต์ส่วนใหญ่มักจะเจออยู่เสมอซึ่งมีอยู่หลายสาเหตุ โดยสาเหตุคราวๆที่มักจะเจอกันบ่อยก็คือ การเติมลมยางที่เกินพอดี (ยางแข็งเกินไป) หรือเติมลมยางอ่อนกว่าเกณฑ์ ซึ่งสาเหตุพวกนี้มักจะมาจากการขาดความรู้เรื่องการดูแลรักษายาง ดังนั้นแล้วท่านใดที่ยังไม่ให้ความสำคัญกับการเติมลมยางแล้วควรต้องกลับมาเปลี่ยนความคิดใหม่ โดยทางทีมงาน โตโยต้า กรุงไทย มีวิธีการเติมลมยางที่ถูกวิธีนั้นก็คือ ควรเติมลมยางตามคำแนะนำที่ติดไว้ข้างประตูฝั่งคนขับครับซึ่งในแต่ละรุ่นรถก็จะมีเกณฑ์การเติมลมต่างกันออกไป

ความดัน ลมยาง จำง่ายๆ ดังนี้
– รถยนต์ขนาดเล็ก ควรเติมประมาณ 25 -30 ปอนด์
– รถยนต์ขนาดกลางถึงใหญ่ ควรเติมประมาณ 30 -35 ปอนด์
– รถกระบะ ควรเติมไม่เกิน 65 ปอนด์

การเติมลมยางรถยนต์คือเรื่องที่ละเลยไม่ได้เด็ดขาด เพราะนั้นหมายถึงความปลอดภัยขณะขับขี่บนท้องถนนของคุณ

2. การที่รถทำการบรรทุกหนัก

           ส่วนมากแล้วปัญหาการบรรทุกน้ำหนักเกินมักจะพบมากที่สุดในรถกระบะครับ ซึ่งการบรรทุกน้ำหนักเกินมากจนเกินไปทำให้การขับขี่ไม่ปลอดภัยและยังจะเพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุระหว่างการขับขี่บนท้องถนนมากขึ้นอีกด้วย เมื่อบรรทุกหนักยางก็จะถูกแรงกดทับมากจนเกินไปและทำงานหนักตามไปด้วย ส่งผลให้ยางมีปัญหาขณะขับขี่นั่นเอง

3. หลีกเลี่ยงการเบรกและออกตัวอย่างรุนแรง

          รถที่ออกตัวรุนแรงหรือมีการเบรกกระทันหัน นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ยางรถของท่านเกิดระเบิดขึ้นมาในระหว่างการขับขี่ได้และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ดอกยางรถยนต์ของท่านเสื่อมสภาพเร็วกว่าอายุการใช้งานที่กำหนดด้วยนั่นเอง

4. ขับขี่รวดเร็วมีแต่ผลเสีย

            การขับขี่ด้วยความเร็วสูงเป็นอีก 1 ในสาเหตุของการเสื่อมสภาพของรถยนต์ ซึ่งการขับรถเร็วนั้นทำให้ยางพังไวกว่ากำหนดและที่สำคัญเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนอีกด้วยครับ นึกภาพง่ายๆ เลยเช่น เมื่อรถยนต์เลี้ยงเข้าโค้งด้วยความเร็ว แก้มยางด้านข้างของรถยนต์ที่แข็งเกินไปจะไม่สามารถสัมผัสพื้นถนนได้เต็มที่ นำมาซึ่งอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ และยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ยางรถยนต์ของท่านเสื่อมอายุการใช้งานเร็วกว่ากำหนดอีกด้วยครับ

5. เลี่ยงถนนที่ขรุขระเพื่อยืดอายุยาง

            แม้ถนนที่ชำรุดจะเป็นเรื่องที่เรามักจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อเราเจอถนนชำรุด ก็ควรที่จะขับขี่อย่างระมัดระวังยางรถยนต์ที่จะไปเสียดสีกับผิวถนน เป็นส่วนที่ทำให้ยางรถเกิดความสึกหรอได้เลยเช่นกัน ดังนั้นการขับขี่ใบพื้นถนนที่เลี้ยงไม่ได้ ก็ควรจะขับขี่อย่างช้าๆ เพื่อถนอมอายุการใช้งานของยางรถยนต์ให้นานที่สุด

6. ตั้งระบบศูนย์ล้อไม่ตรงกับขนาดของล้อรถยนต์

            ข้อนี้ถือได้ว่าเป็นปัญหาอันตรายที่ละเลยไม่ได้จริงๆ เรื่องการตั้งศูนย์ถ่วงล้อ ซึ่งเป็นปัญหาที่มักพบบ่อยของรถยนต์ที่ทำการดัดแปลงมาครับ เมื่อศูนย์ล้อไม่ตรงกับสเปรคของยาง ก็อาจจะเกิดแรงเสียดทานขึ้นมาได้ ดังนั้นท่านควรที่จะตั้งศูนย์ถ่วงล้อให้ตรงกับขนาดของล้อที่ท่านใช้ครับ เพื่อความปลอดภัยในขณะขับขี่รถยนต์

          เห็นแบบนี้แล้ว ท่านต้องหันกลับมาใส่ใจเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างเรื่องการดูแลรักษายาง ซ่ะแล้ว เพราะยางรถเป็นส่วนสำคัญอันดับแรกที่เราละเลยไม่ได้เลยจริง ๆ

         ทั้งหมดที่ได้เกริ่นมาข้างบนนี้ ทางทีมงาน โตโยต้า กรุงไทย  ก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านไม่น้อยเลยทีเดียวเพื่อที่ท่านจะได้ถนอมอายุการใช้งานของยางรถยนต์ให้อยู่กับท่านได้นานขึ้น

นอกจากนี้ทางเรายังมีบริการ ศูนย์บริการและอะไหล่, ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี  ไว้บริการท่านอีกด้วย



ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

Facebook:Google+: | YouTube: | Line: | Twitter:


แชร์บทความ