Toyota-Recheck-Safety-of-Airbags_Thumbnail

ขอเชิญตรวจสอบและเปลี่ยนถุงลมนิรภัย (Airbags) ฟรี

 

ขอเชิญเจ้าของรถ เข้ารับบริการตรวจสอบและเปลี่ยนชิ้นส่วนถุงลมนิรภัย (Airbags) ฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

โตโยต้า กรุงไทย ขอเชิญเจ้าของรถยนต์โตโยต้า เข้ารับบริการตรวจสอบและเปลี่ยนชิ้นส่วนอะไหล่ถุงลมนิรภัย (Airbags) ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย (เฉพาะรุ่นที่ร่วมรายการ) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และติดต่อเพื่อนัดหมายเข้ารับบริการที่ ศูนย์บริการโตโยต้า กรุงไทย ทั้ง 3 โชว์รูมดังนี้ โชว์รูม รามอินทรา, โชว์รูม  เกษตรฯ-พหลโยธิน และโชว์รูม ตลิ่งชัน

โทร. 0-2510-9999

Toyota Recheck Safety of Airbags


ลงทะเบียนตรวจสอบสิทธิ์ในการเข้าตรวจสอบและรับบริการ

กรุณากรอกรายละเอียดข้อมูลให้ครบถ้วน เพื่อสิทธิประโยชน์ของลูกค้าเอง และทางเจ้าหน้าที่จะรีบติดต่อกลับท่านโดยเร็ว เพื่อแจ้งข้อมูลสิทธิ์ในการเข้าตรวจสอบและเข้ารับบริการ

Call Center:
0-2510-9999

Hotline:
08-6355-7144

E-mail: krungthaiweb@gmail.com

 


ติดตามข่าวสารอัพเดท โปรโมชั่นโตโยต้า ดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

youtube_logo  facebook icon  line icon  google plus icon  twitter icon


แชร์โปรโมชั่น

Hilux-Revo-Rocco-2.4

มาแล้ว รุ่นใหม่!.. ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ รุ่น 2.4G เครื่องเล็กประหยัดน้ำมัน


ติดตามข่าวสารอัพเดท โปรโมชั่นโตโยต้า ดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่นี้

youtube_logo  facebook icon  line icon  google plus icon  twitter icon


 

มาแล้ว รุ่นใหม่!.. ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ รุ่น 2.4G เครื่องเล็กประหยัดน้ำมัน

Hilux-Revo-Rocco-2.4

มาแล้ว รุ่นใหม่!.. ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ รุ่น 2.4G เครื่องเล็กประหยัดน้ำมัน สมกับที่รอคอยกันนะครับ สำหรับ ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่รุ่นใหม่ เป็นกระบะรุ่นใหม่จากค่ายโตโยต้านะครับ ซึ่งการออกแบบตกแต่งได้สวยงาม ดุดัน และทำให้การขับขี่ที่ประหยัดน้ำมันมากขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ขนาด 2.4 ลิตร ระบบเกียร์ เป็น 6 จังหวะ พร้อม Sequential Shift (Sequential Shift จะมีในเฉพาะรุ่น AT) อีกทั้งยังราคาไม่แพง เริ่มต้นเพียง 804,500 บาทเท่านั้นนะครับ มีทั้งรุ่นสมาร์ท แค็บ และดับเบิ้ล แค็บ ให้เลือกกันนะครับ วันหน้าเราจะนำรูปภาพ วิดีโอ ไฮไลท์ ให้ได้ชม และคอยติดตามกันนะครับ

Hilux Revo รุ่น Prerunner 2x4 2.4G AT Rocco

Hilux Revo รุ่น Prerunner 2×4 2.4G AT Rocco

Hilux Revo 4X4 2.8G Rocco

Hilux Revo 4X4 2.8G Rocco

ทดลองขับและเป็นเจ้าของ ไฮลักซ์ รีโว่ ร็อคโค่ ง่ายๆที่โตโยต้า กรุงไทย ทั้ง 3 สาขาดังนี้ โชว์รูมโตโยต้า รามอินทรา, โชว์รูมโตโยต้า เกษตรฯ – พหลโยธิน และโชว์รูมโตโยต้า ตลิ่งชัน

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและข้อเสนอพิเศษได้ที่

โปรโมชั่นโตโยต้า, ไฮไลท์ สเปครุ่นรถ รีโว่ ร็อคโค่

หรือ

Website:           www.toyotakrungthai.com
Call Center:      0-2510-9999
Hotline:             08-6355-7144


 

แชร์บทความ

การเติมลมยาง

การเติมลมยางให้เหมาะสม

     การเติมลมยางรถยนต์ มีความสำคัญอย่างไร ทำไมถึงต้องให้ความสำคัญกับการเติมลมยางขนาดนั้น นั้นก็เพราะ ยางรถยนต์เป็นส่วน แบกรับน้ำหนักทั้งหมด จึงเป็นสาเหตุที่ต้องคอยดูแลยางรถยนต์อย่างสม่ำเสมอ อย่าให้ลมยางรถยนต์อ่อนหรือแข็งมากเกินไป  ซึ่งการเติมลมยางที่อ่อนกว่ามาตรฐาน จะทำให้อายุการใช้งานสั้นลง และจะส่งผลกระทบต่อไหล่ยาง จะให้เกิดความร้อนสูง และก็จะสึกหรอเร็วกว่าส่วนอื่นๆ จะทำให้ยางของเราไหม้ได้ หรือบริเวณแก้มยางฉีกขาดได้ด้วย และทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันด้วย และหากเติมลมยางเกินมาตรฐานมากเกินไป ก็จะทำให้พื้นที่สัมพันธ์ของหน้ายางกับพื้นถนนั้นลดลง ทำให้เกิดการลื่นไถลได้ง่าย เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ และอาจจะทำให้ยางเกิดการระเบิดได้ง่าย เมื่อได้รับแรงกระแทกหรือถูกของมีคม นอกจากนั้นก็จะส่งผลต่อการขับขี่ ที่ทำให้ความนุ่มนวลในการขับขี่ลดลง หากเราไม่ทราบว่าจะเติมเท่าไหร่ดี สามารถดูได้จากสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่ด้านข้างประตู หรือในสมุดคู่มือรถยนต์ได้นะครับ

การเติมลมยางแบบมีเกจ์วัด

และทำไมเราถึงต้องเติมลมยางให้เหมาะสมกับรถแต่ละประเภทละ ?

     นั่นก็เพราะรถแต่ละประเภท มีขนาดยางไม่เท่ากัน ทั้งการใช้งานที่แตกต่างกัน การรับน้ำหนักก็ต่างกันของรถแต่ละประเภท ซึ่งมาตรฐาน การเติมลมยางรถยนต์ ก็จะแตกต่างกันไป โดยทางโรงงานผู้ผลิตจึงได้กำหนดการเติมลมยางรถออกมาเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของรถในแต่ละประเภท ดังนั้นเราลองมาดูกันว่า รถประเภทไหนควรเติมลมยางเท่าไหร่

วิธีการเติมลมยางที่เหมาะสมของรถยนต์แต่ละประเภท ดังนี้

  1. สำหรับการเติมลมยางรถกระบะ 2 ประตู และ 4 ประตู และรถ SUV (รถยนต์นั่งอเนกประสงค์) ให้เหมาะสมนั้น ซึ่งตามมาตรฐานแล้วควรจะเติมลมยางได้สูงสุดไม่เกิน 65 ปอนด์/ตารางนิ้ว
  2. รถเก๋งที่มีขนาดกลาง-ใหญ่ หรือรถเก๋งที่มีขนาดเครื่องยนต์ที่อยู่ในระดับ 1500 cc ขึ้นไป ความดันลมยางที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 30 – 35 ปอนด์ / ตารางนิ้ว
  3. รถเก๋งที่มีขนาดเล็ก ก็คือรถเก๋งที่มีขนาดเครื่องยนต์น้อยกว่าหรือเท่ากับ 1500 cc ซึ่งความดันลมยางที่เหมาะสม จะอยู่ที่ประมาณ 25 – 30 ปอนด์ / ตารางนิ้ว

     ทั้งนี้การเติมลมยางให้เหมาะสมกับประเภทและการใช้งานของรถยนต์นั้น ถือได้ว่าเป็นการยืดอายุการใช้งานของรถยนต์และยางรถยนต์ได้อีกทาง และยังช่วยให้รถยนต์เราประหยัดน้ำมัน พร้อมทั้งยังช่วยสร้างความปลอดภัยในการขับขี่อีกด้วยนะครับ


ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

youtube_logo  facebook icon  line icon  google plus icon  twitter icon


แชร์บทความ

7 สิ่งที่ต้องเปลี่ยนเพื่อยืดอายุการใช้งานของรถ

7 สิ่งที่ต้องเปลี่ยนเพื่อยืดอายุการใช้งานของรถยนต์

7 สิ่งที่ต้องเปลี่ยน เพื่อยืดอายุการใช้งานของรถยน7 สิ่งที่ต้องเปลี่ยน เพื่อยืดอายุการใช้งานของรถยนต์

1. น้ำมันเครื่องรถยนต์ : น้ำมันเครื่องเป็นสิ่งจำเป็นอย่างแรกเลยสำหรับรถยนต์ที่จะต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างมาก เนื่องมาจากในชีวิตประจำวันยิ่งเราใช้งานรถยนต์บ่อยขึ้นเท่าไหร่ ก็ต้องขยันเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์มากขึ้นตามไปด้วยครับ ซึ่งตามอายุการใช้งาน เราควรจะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องรถยนต์ตั้งแต่รถมีระยะการใช้งาน 5,000 ถึง 10,000 กิโลเมตรครับ

2. ไส้กรองน้ำมันเครื่อง : ผลพวงจากการใช้งานรถยนต์มาอย่างต่อเนื่องนั่นแหละครับ ที่จะทำให้รถของเราเสื่อมสภาพเร็วกว่ากำหนด ไส้กรองน้ำมันเครื่องก็เป็นส่วนสำคัญที่มีหน้าที่ในการกรองสิ่งสกปรกที่อาจจะหลุดเข้าไปในตัวเครื่องยนต์ของท่านได้ ซึ่งเราควรจะเปลี่ยนไส้กรองน้ำมันเครื่อง ตั้งแต่รถมีระยะการใช้งาน 5,000 ถึง 10,000 กิโลเมตรเช่นกัน

3. ไส้กรองอากาศรถยนต์ : สำหรับไส้กรองอากาศรถยนต์ สิ่งนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยกรองอากาศที่จะเข้าสู่ห้องโดยสาร และยังเป็นส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาต่อเครื่องยนต์ด้วยครับ โดยอาการที่เราจะสังเกตเห็นได้ชัดเลยก็คือ เครื่องยนต์มีอัตรากำลังเร่งแผ่วลง, เครื่องยนต์มีอาการสั่น, อัตราการกินน้ำมันเชื้อเพลิงเปลืองมากกว่าปกติ และ ควันไอเสียมีสีดำเข้มขณะเร่งเครื่องยนต์

4. ผ้าเบรกรถยนต์ : ในส่วนของผ้าเบรกรถยนต์นั้น เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแลเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นคือความปลอดภัยของการขับขี่รถยนต์เลยก็ว่าได้ ผ้าเบรกรถยนต์ที่เสื่อมสภาพ มักจะเป็นส่วนเหล็กตรงก้ามเบรกที่เสียดสีกับจานเบรกทำให้จานเบรกเป็นรอย และอาจทำให้จานเบรกแตกหักได้ในอนาคต ดังนั้น ผ้าเบรกรถยนต์ เป็นสิ่งที่ต้องดูแลตามระยะการใช้งาน แนะนำว่าถ้าท่านใช้รถเป็นประจำ ก็ควรที่จะนำรถยนต์ของท่านเข้าเข้าเช็คระยะกับศูนย์บริการและอะไหล่อยู่เสมอ

5. แบตเตอรี่รถยนต์ : ตามอายุการใช้งานแล้ว แบตเตอรี่รถยนต์ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ละเลยไม่ได้เลยทีเดียว ในระยะ 1-2 ปี ก็ควรที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ได้แล้ว เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งาน และดูแลรักษารถของคุณ 

6. ยางปัดน้ำฝน : วิสัยทัศน์ในการมองเห็นก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับขี่ เมื่อยางปัดน้ำฝนมีปัญหาท่านไม่ควรที่จะละเลยการตรวจเช็ค และควรเปลี่ยนยางปัดน้ำฝนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานและเพิ่มวิสัยทัศน์ในการมองเห็นให้ดีขึ้น และตัวทำร้ายยางปัดน้ำฝนของเราอย่างเลี่ยงไม่ได้ก็คือ แสงแดด ที่ส่องลงมาที่กระจก ความร้อนของแดดจะทำให้ตัวยางปัดน้ำฝนนั้นเสื่อมสภาพในการใช้งานได้ รู้แบบนี้แล้วต้องรีบกลับไปเช็ครถของคุณแล้วหล่ะครับ

7. หัวเทียนรถยนต์ : และสุดท้ายหัวเทียนรถยนต์ สำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อป้องกันในส่วนของระบบการสตาร์ทของเครื่องยนต์มีปัญหา หัวเทียนรถยนต์ควรเปลี่ยนทุกๆ 40,000 กิโลเมตร หรือทุก 1 ปี 

       ทั้งหมดที่ได้เกริ่นมาข้างบนนี้ หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อท่านไม่น้อยเลยทีเดียว 7 สิ่งที่ต้องเปลี่ยนเพื่อยืดอายุการใช้งานของรถ เพื่อที่ท่านจะได้ถนอมอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ให้อยู่กับท่านได้นานขึ้นไปครับ ท่านสามารถเข้ารับบริการต่างๆของเราได้ที่ โตโยต้า กรุงไทย ทั้ง 3 สาขา ดังนี้ สาขารามอินทรา, สาขาเกษตร และ สาขาตลิ่งชัน หรือ Call Center 02-510-9999 กด 9  นอกจากนี้ทางเรายังมีบริการ ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี, ศูนย์บริการและอะไหล่ ไว้บริการท่านอีกด้วย
โตโยต้า กรุงไทย เรายินดีให้บริการอย่างเต็มความสามารถในทุกสาขา 
แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า สวัสดีครับ



ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

youtube_logo  facebook icon  line icon  google plus icon  twitter icon


แชร์บทความ

 

อาการรถเหินน้ำ

อาการรถเหินน้ำ คืออะไร ?

     อาการรถเหินน้ำ คือ ?

       เรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้บนท้องถนนนอกจากรถติดแล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ คือ ฝนตก น้ำขัง หรือพื้นผิวถนนลูกรังที่มีร่องน้ำขัง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็คือต้นเหตุของอุบัติเหตุได้เช่นกัน วันนี้ทีมงานเลยนำสาระดีๆเกี่ยวกับ การขับขี่รถบนถนนที่มีน้ำขัง

เคยได้ยินคำว่า “อาการรถเหินน้ำ”  ไหมครับ อาการเหินน้ำมักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยจะมีความรู้สึกขณะขับขี่ก็รู้สึกว่ารถเริ่มจะลอยๆ ทุกครั้งที่ผ่านพื้นที่บริเวณที่มีน้ำขัง

       ไฮโดรเพลน ตามศัพท์ของยานยนต์คือ อาการที่ล้อรถยนต์ลอยจากพื้นถนน (ผิวยางไม่สัมผัสกับพื้นถนนในขณะขับขี่) ซึ่งอาการนี้จะเกิดขึ้นเมื่อรถยนต์วิ่งในพื้นที่มีน้ำขังบนถนนหรือข้างทางถนน (แล้วแต่พื้นที่) หรือพื้นที่ที่มีน้ำขังเนื่องจากฝนตก น้ำท่วมรอการระบาย ซึ่งจะทำให้รถเกิดการสูญเสียการทรงตัวและไม่สามารถควบคุมรถได้เมื่อผ่านพื้นที่ในลักษณะแบบนั้น

       สำหรับวิธีฏิบัติหากท่านต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้ คือ ต้องจับพวงมาลัยให้แน่น และควรควบคุมพวงมาลัยด้วย 2 มือ ในขณะที่ขัยรถไม่ควรที่จะขับรถเร็ว แตะเบรคเพื่อชะลอลดความเร็วของรถลง ที่สำคัญ อย่าเหยียบเบรกกระทันหัน เพราะไม่อย่างนั้นรถของท่านอาจเกิดการสะบัดและสูญเสียการควบคุมการทรงตัวได้

       เป็นอย่างไรบ้างครับการขับรถในช่วงฝนตก น้ำขัง และมักจะเจออาการเหินน้ำบนท้องถนนบ่อยๆ ซึ่งการขับรถในสภาพพื้นผิวเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ควรจะต้องรู้ เพราะจะได้ป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุได้ ยิ่งในช่วงฤดูฝนต้องระมัดระวังให้เป็นพิเศษ มั่นตรวจเช็ครถของท่านตามระยะการใช้งานเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ โดยสามารถเข้ารับบริการได้ที่โตโยต้า กรุงไทย ทุกสาขา เรามี ศูนย์บริการและอะไหล่ และ ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี ที่ได้มาตรฐานไว้ดูแลรถของท่าน

 

โปรแรงๆ ขวัญใจ กระบะ Revo


ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

youtube_logo  facebook icon  line icon  google plus icon  twitter icon


แชร์บทความ

โช้คอัพรถยนต์(2)

สัญญาณเตือนให้เปลี่ยนโช๊ค

อาการรถแบบไหนที่เป็นสัญญาณเตือนให้ต้องเปลี่ยนโช๊ค…!

โช้คอัพรถยนต์_2

       โช๊คอัพรถยนต์  เป็นอุปกรณ์ที่สำคัญอีกชิ้นหนึ่งของรถยนต์ ที่ติดมากับรถยนต์และเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อรถที่จะขับขี่บนสภาพถนนโช๊คอัพรถเป็นอุปกรณ์ที่มีความสำคัญต่อรถในการช่วยรองรับแรงกระแทกให้กับรถได้ในการขับรถ และช่วยลดแรงสั่นสะเทือนของรถ ทำให้การทำงานของช่วงล่าง-ตัวถังของรถยนต์เกิดความนุ่มสบายในการขับขี่รถบนท้องถนนมากขึ้น แถมยังช่วยในการทรงตัวของรถได้อีกด้วย

รู้ไหมว่าโช๊คอัพรถยนต์ มีอยู่ด้วยกัน 2 ระบบ

       จริงๆแล้วระบบการทำงานของโช๊คอัพรถยนต์ มีระบบการทำงานแค่ 2 ประเภทเท่านั้น มีอะไรบ้าง วันนี้เรา จะมาอธิบายถึงระบบการทำงานของ โช๊คอัพ 2 ประเภทให้ได้รู้กัน ซึ่ง โช๊คอัพ 2 ประเภทนี้มีขายในตามท้องตลาดทั่วไป

1. ระบบน้ำมัน โดยชนิดนี้จะทำงานด้วยระบบไฮดรอลิค ในขณะใช้งาน น้ำมันไฮดรอลิคจะไหลผ่านวาล์วภายในทำให้เกิดฟองอากาศ แต่ถ้าฟองอากาศนั้นแตก จะทำให้โช๊คอัพขาดการทำงานส่งผลให้ตัวโช๊คเกิดความเสียหาย โดยการทำงานของระบบโช๊คอัพแบบไฮดรอลิคจะเป็น 3 จังหวะก็คือ จังหวะแรกที่เรียกว่า BLEED การทำงานแบบนี้จะส่งผลในอัตราความเร็วต่ำทำให้การขับขี่นุ่มนวลขึ้น จังหวะที่สองที่เรียกว่า BLOW OFF การทำงานแบบนี้ทำให้เกิดควบคุมในการขับขี่ในอัตราความเร็วปกติ และจังหวะที่สาม ORIFICE วาล์วตัวนี้ก็จะทำงานในขณะแกนโช๊คเคลื่อนตัวในขณะที่รถใช้ความเร็วสูงนั่นเอง

2. ระบบแก๊สเป็นระบบโช๊คที่ใช้แรงดันต่ำ จะมีลักษณะเหมือนโช๊คอัพไฮดรอลิคแบบทั่วๆไป แต่จะต่างกันก็คือใช้แก๊สไนโตรเจนเป็นตัวบรรจุเข้าไปส่วนบนของห้องน้ำมันสำรอง โช๊คอัพแก๊สแรงดันสูงจะมีลักษณะต่างจากโช๊คอัพแรงดันต่ำคือ โครงสร้างภายในตัวของโช้คอัพจะมีน้ำมันเพียงห้องเดียวไม่มีห้องน้ำมันสำรอง ภายในกระบอกสูบจะบรรจุน้ำมันไฮดรอลิคไว้ด้านบนและจะอัดแก๊สไนโตรเจนไว้ด้านล่าง

โช้คอัพรถยนต์(2)

แล้วอาการแบบไหนที่ต้องปรับเปลี่ยนโช๊คอัพ ?

       อันที่จริงแล้วทางทีมงาน โตโยต้า กรุงไทย ก็มีวิธีที่อยากจะมาแนะนำให้ได้รู้กันอีกว่า เมื่อคุณใช้รถเดินทางไปไหนมาไหน สิ่งหนึ่งที่คุณจะต้องหมั่นตรวจเช็กบำรุงรักษาเลยก็คือ โช๊คอัพ ซึ่งทางเราก็มีขั้นตอนในการตรวจสอบเบื้องต้นก่อนครับว่า รถของคุณควรต้องทำการปรับเปลี่ยนโช๊คอัพได้แล้วหรือยัง ?  ส่วนจะมีขั้นตอนอะไรบ้างไปดูกัน

1. ซีลน้ำมันโช๊คอัพรั่ว โดยอาการเบื้องต้นจะมีน้ำมันไหลออกมาในรอบๆบริเวณแกนโช๊ค นั่นเป็นสัญญาณเตือนให้ต้องรีบเปลี่ยนโช๊คโดยทันทีเลย เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

2. โช๊คอัพ คด งอ ผิดรูปทรง ลักษณะนี้เราสามารถสังเกตได้ด้วยตาเปล่าได้ คือ อาการจะมีลักษณะแบบ แกนโช๊คอัพผิดรูปจากปกติ จากที่เคยตรงอยู่แล้วก็เกิดบิดงออย่างนี้บอกเลยปล่อยไว้ไม่ได้ครับต้องเปลี่ยนโช๊คอัพใหม่ทันทีอีกเช่นกัน

3. ในขณะขับขี่ให้ลองสังเกตดูว่ารถนั้นเกิดอาการเด้งกระด้างผิดจากปกติหรือไม่ เพราะอาการนี้สามารถบ่งบอกได้ว่า รถของเรากำลังมีปัญหาแน่นอน ซึ่งอาการเด้งกระด้างผิดจากปกตินั้นจะรู้สึกได้ชัดยิ่งขึ้นเมื่อท่านขับรถของท่านผ่านในพื้นที่ต่างระดับ อย่างเช่น ขึ้นสะพาน บนถนนขรุขระ ตัวโช๊คอัพเองจะแสดงอาการเด้งผิดปกติออกมาอย่างชัดเจน อาทิเช่นจะมีอาการเด้งที่รุนแรง ทำให้ตัวคนขับและผู้โดยสารแทบจะลอยออกจากเบาะรถเลย ซึ่งถ้ามีอาการคล้ายแบบนี้ เป็นสัญญาณที่เตือนเลยว่าต้องทำเปลี่ยนโช๊คอัพรถยนต์ ได้แล้ว

       หลังจากที่ได้อ่านกันไปแล้ว ทางทีมงาน โตโยต้า กรุงไทย หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยคต่อการดูแลรักษารถยนต์ ซึ่งปัจจุบันแล้วรถยนต์ที่ผลิตออกมาใหม่ๆ นั้นก็มีการใช้โช๊คอัพอยู่ 2 ประเภทหลักๆ อยู่ด้วยกัน ส่วนจะถูกหรือจะแพงนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ล่ะคนไปดังนั้นแล้ว การตรวจเช็คและดูแลรักษารถยนต์ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมและละเลยไม่ได้เลยคือ การตรวจเช็กโช๊คอัพของรถที่ใช้งานอยู่เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิ์ภาพในการขับขี่และความปลอดภัยในชีวิตอีกด้วย

       ทั้งนี้ทางเรายังมีบริการในการตรวจเช็กรถยนต์อยู่ ที่การตรวจเช็กใช้ระยะเวลา 60 นาทีในการตรวจเช็ก ซึ่งท่านสามารถนำรถของท่านเข้ามาใช้บริการกับเราได้ที่ ศูนย์บริการและอะไหล่ โตโยต้า กรุงไทย หรือถ้าท่านไม่สะดวก ท่านสามารถนำรถของท่านไปเช็กสภาพรถได้ที่ ศูนย์บริการที่ใกล้บ้านของท่าน เพราะในที่สุดแล้วไม่ว่าท่านจะใช้รถไปในระยะทางที่มากเท่าไหร่ก็ตาม สุดท้ายแล้วรถของท่านก็ต้องทำการบำรุงตรวจเช็กและรักษาอยู่ดี


ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

youtube_logo  facebook icon  line icon  google plus icon  twitter icon


แชร์บทความ

เรื่องที่ควรรู้สำหรับผู้ใช้รถกระบะ

       ต้องยอมรับว่ารถกระบะเป็นประเภทรถยนต์ที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทยของเรานะครับ ไม่เพียงเพื่อใช้งานทางด้านพาณิชย์ หรือบรรทุกสิ่งของเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ทุกวันนี้รถกระบะยังเป็นรถยนต์ที่สามารถใช้งานได้หลากหลายกิจกรรม เนื่องด้วยรูปลักษณ์การออกแบบทั้งภายใน-ภายนอก และห้องโดยสารที่มีความสะดวกสะบายต่อผู้ใช้งาน พร้อมด้วยเทคโนโลยีทันสมัยที่ตอบสนองกับความต้องการได้หลากหลายรูปแบบการใช้งาน ซึ่งการใช้งานของรถกระบะนั้นอาจจะแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ของแต่ละคน
ดังนั้นแล้วเพื่อยืดอายุการใช้งานของรถกระบะนั้น วิธีการบำรุงรักษาหรือตรวจเช็คสภาพของรถกระบะอย่างสม่ำเสมอนั้นจะเป็นสิ่งที่ทำให้รถของท่านมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น และวันนี้เราโตโยต้า กรุงไทย ก็มีวิธีง่ายๆที่จะมาแนะนำ เพื่อให้มีอายุการใช้งานยาวนานมากขึ้น ส่วนจะมีอะไรกันบ้างนั้นเราไปดูกันเลยครับ

ห้องเครื่องยนต์ ไฮลักซ์ รีโว่

1.  หมั่นตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง
       การตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง ถือว่าเป็นสิ่งแรกที่ทุกท่านผู้ใช้รถกระบะจำเป็นต้องตรวจก่อนเลยหลังจากการใช้งาน เพราะระดับน้ำมันเครื่องสามารถบ่งบอกได้ว่ารถของท่านควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้วหรือยัง ซึ่งวิธีการตรวจสอบระดับน้ำมันเครื่องในรถกระบะของท่านนั้นก็เป็นเรื่องง่ายๆ เลยก็คือ ท่านต้องเตรียมทิชชู่เพื่อเอาไว้เช็ดคราบน้ำมันจากก้านวัดก่อน วิธีปฏิบัติคือ ดึงก้านวัดน้ำมันเครื่องซึ่งจะอยู่บริเวณใกล้กับฝาที่ใส่น้ำมันเครื่อง ให้ท่านทำการเช็ดคราบน้ำมันจากก้านก่อนรอบแรก แล้วเสียบกลับที่เดดิมอีกครั้ง แล้วดึงก้านออกมาดู แล้วให้สังเกตุว่าระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระดับไหน ซึ่งก้านวัดจะมีระดับขีดบอกอยู่ คือ max-min หรือขีดล่าง L (Min) ขีดบน F (Max) ถ้าหากระดับน้ำมันเครื่องอยู่ระหว่างทั้งสองขีดนี้แสดงว่าปกติ และหากปริมาณน้ำมันเครื่องสีดำมาก และอยู่ต่ำกว่าขีด L หรือสูงกว่าขีด F มากเกินไป อาจทำให้เครื่องยนต์เสียหายได้  และควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆระยะ 5,000-10,000 กิโลเมตร หรือตามรถยนต์แต่ละรุ่นที่กำหนดไว้ในคู่มือรถ และขึ้นอยู่กับวิธีการใช้งานด้วย

2.  เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องตามระยะ
       สำหรับข้อนี้เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง หลังจากที่ท่านได้ตรวจเช็คระดับน้ำมันเครื่อง (จากข้อ1) ให้พิจารณาว่าสมควรที่จะต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง โดยให้สังเกตจากสีของน้ำมันเครื่องว่าในขณะนั้นเป็นสีดำมากน้อยแค่ไหน (วิธีเช็คจากข้อ 1) และโดยทั่วไปแล้วระยะของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่นั้นจะอยู่ที่  5,000-10,000 กิโลเมตร โดยประมาณ ซึ่งการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั้น ถือได้ว่าเป็นเรื่องของการช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ของท่านได้เป็นอย่างดีเลยครับ

3. น้ำยาหล่อเย็น
       น้ำยาหล่อเย็น หรือน้ำยาคูลแลนท์ (Coolant) ที่เหมาะสมต้องออกสีเขียวและปริมาณของน้ำยาต้องอยู่ในระดับกลางๆ ซึ่งต้องไม่อยู่ในระดับต่ำ (Low) ในถังบรรจุน้ำยาหล่อเย็นเกินไป และสีของน้ำยาต้องไม่ออกเป็นสีดำจนเกินไป ซึ่งถ้าตัวน้ำยาหล่อเย็นสีเขียวๆกลายเป็นสีดำเมื่อไหร่ แนะนำให้ท่านนำรถของท่านเข้าที่ศูนย์บริการฯใกล้บ้านท่าน เพื่อให้ช่างผู้เชี่ยวชาญตรวจเช็คอย่างระเอียด เพราะศูนย์บริการมีเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานและทันสมัย เพื่อป้องกันและเป็นการถนอมการใช้งานของระบบความเย็นของเครื่องเย็นให้มีอายุการใช้งานให้ยาวนานต่อไป

4. การสลับยางรถยนต์ตามระยะ
       ทำไมถึงต้องสลับยางรถยนต์ตามระยะ?.. เพราะบางท่านใช้งานรถกระบะก็จะแตกต่างกัน และโดยธรรมชาติแล้ว ยางที่อยู่ล้อหน้านั้นมีโอกาสที่จะสึกหรอก่อนมากกว่ายางหลัง เพราะมาจากการเบรกของรถกระบะส่วนใหญ่ที่มีระบบเบรกอยู่ล้อหน้าเป็นหลักนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อาจขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและการขับขี่ของแต่ล่ะท่านด้วยน่ะครับ ดังนั้นแล้วเพื่อเป็นการถนอมยางให้มีอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น เราควรสลับยางรถยนต์ตามระยะการใช้งาน อย่างเช่น รถของท่านเปลี่ยนยางใหม่ ซ่งมีการใช้งานไปประมาณ 10,000 กิโลเมตร หรือประมาณ 6 เดือน ท่านก็ควรนำรถของท่านเข้ารับการบริการที่ศูนย์บริการหรืออู่บริการ ใกล้บ้าน

5. พื้นปูกระบะลายเนอร์
       ปกติแล้วพื้นปูกระบะลายเนอร์ เป็นสิ่งที่หลายคนมองข้ามไป ซึ่งแน่นอนส่วนใหญ่รถกระบะก็จะมีพื้นปูกระบะทุกคันอยู่แล้ว และหลายคนก็มองข้ามในเรื่องการดูแลรักษาไปด้วยเช่นกัน เราควรมีการถอดพื้นปูกระบะลายเนอร์ออกมา เพื่อทำความสะอาดตัวกระบะของเราอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เนื่องจากพื้นปูกระบะลายเนอร์นี้ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ กระบะเราเกิดสนิมได้ เพราะใต้พื้นกระบะลายเนอร์ ไม่ได้รับแสงแดด และมีสิ่งปฎิกูลต่างๆหมักหมมเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความชื้นสะสมอยู่เป็นเวลานาน เป็นสาเหตุของการเกิดสนิมกัดกร่อนตัวกระบะเรา เป็นภัยเงียบที่เราไม่ควรมองข้ามนะครับ

       ทั้งหมดนี้เป็นเพียงวิธีการตรวจเช็ค และการบำรุงรักษารถกระบะเบื้องต้นที่ทางโตโยต้า กรุงไทย ได้นำมาฝากกันนะครับ หรือหากท่านใดที่ไม่มีเวลาและไม่สามารถทำด้วยตัวเอง ก็สามารถนำรถยนต์ของท่านมาเข้ารับการตรวจเช็คเบื้องต้นที่ศูนย์บริการมาตรฐาน และอะไหล่ ของโตโยต้า กรุงไทย ได้ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ สำนักงานใหญ่ รามอินทรา (กม.9), สาขาเกษตรฯ-พหลโยธิน และสาขาตลิ่งชั่น ซึ่งทางเรามีบริการ ตรวจเช็คทันใจใน 60 นาที (Express Maintenance) และเรามีช่างผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาฟรีครับ สามารถนัดหมายล่วงหน้าเพื่อนำรถเข้าเช็คระยะตามกำหนด ได้ที่ 0-2510-999 กด9


ติดตามข่าวสาร โปรโมขั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

youtube_logo  facebook icon  line icon  google plus icon  twitter icon


แชร์บทความ

พวงมาลัยรถยนต์

พวงมาลัยรถทำงานอย่างไร

พวงมาลัยรถโตโยต้า

ทำความรู้จัก! การทำงานของระบบพวง มาลัยรถยนต์
       พบกันอีกเช่นเคยกับบทความสำหรับผู้รักรถยนต์ โดยในวันนี้ทางทีมงาน โตโยต้า กรุงไทย ก็ไม่พลาดนำเกร็ดความรู้เกี่ยวกับรถยนต์มาฝากเช่นเคย อุปกรณ์อีกหนึ่งชนิดที่เรียกได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของรถยนต์ เพราะถ้าไม่มีตัวนี้แล้ว รถของท่านอาจจะไม่สามารถขับเคลื่อนไปไหนก็ได้ แน่นอนซึ่งนั่นก็คือ พวงมาลัยรถยนต์ นั่นเองครับ พวงมาลัยรถยนต์ถือว่าเป็นชิ้นส่วนรถยนต์ที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในรถยนต์เลยครับ เพราะทำหน้าที่ควบคุมให้รถยนต์ไปตามทิศทางที่กำหนดและยังเป็นอุปกรณ์ที่เราต้องทำความรู้จักมันให้มากๆเลยทีเดียว

       ซึ่งส่วนประกอบที่สำคัญของระบบพวงมาลัย ได้แก่ พวงมาลัย, ขายึดแกนพวงมาลัย, แกนพวงมาลัย, หน้าแปลนพวงมาลัย, ยางข้อต่อ, กระปุกพวงมาลัย, แขนเกียร์พวงมาลัย, คันชักคันส่งกลาง, คันชักคันส่งข้าง , แขนดึงกลับ และกระปุกพวงมาลัย

       รู้หรือไม่ครับว่า พวงมาลัยรถยนต์ในหลายๆค่ายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน นิยมใช้กันหลายแบบโดยจะมีรูปแบบต่างๆ อาทิเช่น

       แรคแอนด์พีเนียน ซึ่งเจ้าพวงมาลัยชนิดนี้ จุดเด่นก็คือ ต้นทุนไม่แพง เป็นระบบการบังคับเลี้ยวชนิดหนึ่ง แบบสะพานมีเฟือง กับเฟืองหมุนขนาดกะทัดรัด ใช้พื้นที่น้อย แถมยังตอบสนองการขับขี่ไวอีกด้วย

       แบบบอลล์แอนด์นัท พวงมาลับแบบนี้มักจะนิยมใช้ในรถกระบะบางรุ่น อย่างเช่น โตโยต้า รีโว่ (Toyota Revo) หรือรถบรรทุกยี่ห้อดังหลายๆเจ้า รถโดยสารขนาดใหญ่ โดยการทำงานของเจ้าพวงมาลัยนี้จะมีชุดวาล์วเพื่อควบคุมทิศทางน้ำมันไฮดรอลิกส์แบบโรตารี่ ควบคุมการทำงานด้วยแรงหมุนพวงมาลัยจากผู้ขับร่วมกับความฝืดของยางรถยนต์กับพื้นถนน ซึ่ีงจะอาศัยการบิดตัวของทอร์ชันบาร์สปริง ข้อดีของขวงมาลัยแบบ แบบบอลล์แอนด์นัท นี้ คือทนมากกว่าแบบ แรคแอนด์พีเนียน ครับ

       พวงมาลัยแบบเพาเวอร์ เป็นพวงมาลัยชนิดสุดท้ายที่ถูกผลิตมาใช้ในท้องตลาดครับ ซึ่งปัจจุบันมีย่อยลงไปอีก 3 แบบ ได้แก่

              1. แบบใช้น้ำมันอย่างเดียว เรียกว่า แบบไฮดรอลิกส์

              2. แบบไฮดรอลิกส์ร่วมกับไฟฟ้า

              3. แบบไฟฟ้าใช้ระบบมอเตอร์ไฟฟ้าแบบไม่มีน้ำมันเพาเวอร์ สายพานหรือปั๊มเพาเวอร์คอยดึงกำลังจากเครื่องยนต์มาช่วย แต่จะเป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมดเข้ามาช่วยในการเลี้ยวและหมุนพวงมาลัยได้สะดวกยิ่งขึ้น ข้อดีของเจ้าพวงมาลัยนี้ทำให้รถประหยัดน้ำมันมากกว่าเดิิม อีกทั้งยังลดภาระเครื่องยนต์ไม่ต้องบำรุงรักษาตามระยะ แต่เมื่อมีปัญหาก็ต้องเสียค่าซ่อมแพงหูฉี่เลยทีเดียว

              เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับ เกร็ดความรู้เกี่ยวกับพวงมาลัยรถยนต์ ที่ทางทีมงานได้นำมาเสนอ คาดว่าคงจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับการขับขี่ ส่งผลไปถึงความปลอดภัยของรถยนต์ พวงมาลัยรถยนต์ ถือได้ว่าเป็นนวัตกรรมที่รถยนต์หลายค่ายต่อหลายค่าย แข่งขันกันผลิตออกมาให้ใช้งานดีที่สุดและทันสมัยที่สุด เพื่อตอบโจทย์ของการใช้รถยนต์ในยุคนี้มากที่สุดครับ ทั้งนี้ รถยนต์โตโยต้า ของเราก็ให้ความสำคัญกับการผลิตพวงมาลัยรถยนต์ให้ออกมาตอบสนองความต้องการ และได้มาตรฐานความปลอดภัยแก่ผู้ใช้งานมากที่สุดเช่นกัน

       นอกจากนี้ทางเรายังมีบริการอื่นๆจาก ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี, ศูนย์บริการและอะไหล่ ไว้บริการท่านอีกด้วย


โปรแรงๆ ขวัญใจ กระบะ Revo


ติดตามข่าวสาร โปรโมขั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

youtube_logo  facebook icon  line icon  google plus icon  twitter icon


แชร์บทความ

บีบแตรรถ

การบีบแตรบอกอะไรได้บ้าง?

บีบแตรรถ บอกอะไรได้บ้าง ?

การบีบแตรรถ

    พบกันอีกเช่นเคย กับเรื่องราว สาระดีๆ เกี่ยวกับยานยนต์ วันนี้จะพูดถึงเรื่องบนท้องถนนกันบ้างครับ เชื่อว่าหลายท่านคงจะเคยสงสัยกันไม่น้อยเลยใช่ไหมครับ ว่าเสียงแตรรถยนต์ที่เราได้ยินกันบ่อยๆบนท้องถนนนั้นมีหลายแบบ ซึ่งบางทีอาจจะทำให้เกิดความน่ารำคาญไปบ้าง แต่การบีบแตรรถยนต์สามารถบอกเราได้หลายๆอย่างเลยทีเดียว และที่สำคัญเจ้าแตรนี้หล่ะที่ทำให้ลดการเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดเลยก็ว่าได้ อย่ารอช้าเราไปดูกันเลยดีกว่า ว่าการแบบแตรแต่ละชนิดบอกอะไรเราได้บ้าง

– การบีบแตรแบบเบาและเสียงสั้น หมายถึง การทักทายกันบนท้องถนน เช่น “สวัสดียามเช้าอากาศสดใส ฉันกำลังจะไปทำงานแล้วนะ” การบีบแตรในลักษณะนี้ ค่อนข้างจะสุภาพและเป็นมิตร ใช้วิธีการบีบแตรเบาๆและสั้นๆ ผู้รับรู้ก็จะได้รู้สึกสบายหูไปด้วยนั้นเอง

– การบีบแตรแบบเสียงสั้นสองครั้ง หมายถึง การบีบแตรในลักษณะนี้ เพื่อเป็นการเตือนให้อีกฝ่ายทราบถึงตำแหน่งรถของเรา เพื่อระมัดระวังและลดการเกิดอุบัติเหตุด้วยนั่นเอง

– การบีบแตรแบบเสียงดังยาว หมายถึง เป็นการบีบแตรที่ผู้ฟังอาจจะตกใจไม่มากก็เล็กน้อย แต่ข้อดีของมันคือการเร่งอีกฝ่ายให้ตื่นตัว ไม่เหม่อลอย ให้ระมัดระวังว่ากำลังจะเกิดเหตุอันตราย และอาจจะเป็นการช่วยเตือนให้เค้าตื่นจากอาการหลับในได้อีกด้วย

– การบีบแตรแบบเสียงดังยาวซ้ำกันสองครั้ง หมายถึง การแบบแตรแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิด เพราะผู้ที่ได้ฟังนั้นจะสามารถรับรู้ได้ถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน การบีบแตรยาวๆซ้ำกันนั้นเป็นการเตือนว่ากำลังจะเกิดอุบัติเหตุแบบกะทันหัน ฉุกเฉิน นั้นเอง

    อ่านกันไปแล้วสำหรับลักษณะการบีบแตรในแบบต่างๆ เชื่อว่าหลายคนต้องหันกลับมาสนใจสัญญาณเตือนชนิดให้มากขึ้นนี้แล้ว ไม่เปิดเพลงดังจนเกินไป ทำให้เราไม่ได้ยินเสียงรอบข้างขณะขับขี่ การบีบแตรก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ การบีบแตรรถยนต์อย่างพร่ำเพรื่อก็อาจเป็นดาบสองคมก่อให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้เช่นกัน รู้อย่างนี้แล้วทีมงานโตโยต้า กรุงไทย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะทำให้ท่านใช้แตรอย่างมีสติ และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมทาง เป็นมิตรกับเพื่อนร่วมทาง และยังขับขี่ปลอดภัย วันนี้หาเวลาซักนิดตรวจสอบสภาพรถของท่าน และสภาพการใช้งานแตรของท่านให้ใช้การได้อยู่เสมอ เพื่อถ้าเกิดเหตุด่วนขึ้นมาแตรก็จะช่วยเราได้มากเลยเช่นกัน ท่านสามารถเข้ารับบริการตรวจเช็คสภาพรถยนต์ของท่านได้ที่ โตโยต้า กรุงไทย ทั้ง 3 สาขา ดังนี้ สาขารามอินทรา สาขาเกษตร และสาขาตลิ่งชัน ทางเรายินดีให้บริการอย่างครอบครัว

     และนอกจากนี้ทางเรายังมีบริการอื่นๆเสริมอีกไม่ว่าจะเป็น : ศูนย์ซ่อมตัวถังและสีศูนย์บริการและอะไหล่ ไว้ให้บริการให้กับท่านที่รักรถยานยนต์


ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

youtube_logo  facebook icon  line icon  google plus icon  twitter icon


แชร์บทความ

อาการของเกียร์รถที่กำลังจะพัง

7อาการของเกียร์ที่กำลังพัง

อาการของเกียร์รถที่กำลังจะพัง

ภาพโดย : สาระความรู้ เทคนิคและเทคโนโลยียานยนต์ โดยโตโยต้า กรุงไทย

7 อาการของเกียร์รถที่กำลังจะพัง

1. เกียร์ไม่เข้าตามตำแหน่ง

       หลายคนคงเคยเจอปัญหาหรือรู้สึกว่า การเข้าเกียร์ในบางตำแหน่งเป็นไปได้ยาก นั่นเป็นสัญญาณหนึ่งที่สำคัญที่จะบ่งบอกอาการเบื้องต้นของอาการเกียร์รถกำลังจะพัง (แต่ต้องอาศัยความรู้สึกเบื้องต้นในขณะตอนขับหรือใช้งานรถยนต์นะครับ) แม้เรื่องนี้ส่วนใหญ่แล้วอาจจะเกิดในระบบเกียร์ธรรมดามากกว่า ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะเกิดจากสาเหตุอย่างอื่นด้วยเช่นกัน อาทิ น้ำมันเกียร์มีปริมาณต่ำกว่าที่กำหนด ซึ่งมีผลต่อการทำงานของชุดเฟืองในเกียร์ ถ้าตรวจสอบแล้วเป็นไปตามที่คาดเดาไว้เบื้องต้นนั้น เจ้าของรถควรจะเตรียมตัว และวางแผนในการซ่อมรถยนต์ของคุณได้เลยครับ

2. กลิ่นไหม้จากเกียร์

       กลิ่นไหม้ก็เป็นสัญญาณอีกหนึ่งข้อที่ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน อย่างเกียร์รถยนต์นี้ก็สังเกตได้จากกลิ่นไหม้ได้เช่นกันครับ กลิ่นไหม้ที่มาจากตัวรถยนต์เรา โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อชุดเกียร์หรือผ้าเบรคทำงานผิดปกติ (ในกรณีมีกลิ่นจากผ้าเบรคนั้นส่วนใหญ่จะเจอตอนขับรถยนต์ขึ้นลงทางลาดชันหรือภูเขา) ในกรณีเมื่อชุดเกียร์ทำงานหนักหรือผิดปกตินั้น จะทำให้น้ำมันบางส่วนถูกเผาไหม้ และกลายเป็นกลิ่นออกมาเตือนคุณ ซึ่งถ้าเกิดเหตุการณ์อย่างนี้แล้วให้คุณรีบซ่อมหรือนำรถเข้าศูนย์บริการ เพื่อเช็คซ่อมต่อไป

3. เสียงไม่พึงประสงค์

       อีก 1 ข้อสังเกตเรื่องเกียร์รถยนต์นั้นคือเสียง ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเองเพียงจอดรถเข้า เกียร์ว่างหรือตำแหน่ง เกียร์  N  หากรถคุณเป็นเกียร์อัตโนมัติจากนั้น คอยเงี่ยหูฟังเสียงคล้ายเหล็กกระทบกันดู ถ้ามีเสียงให้รีบตรวจสอบทันที เพราะการมีเสียงอาจหมายถึงมีชิ้นส่วนบางอย่างกำลังสึกหรอ อาจจะเป็นตัวฟันเฟืองเกียร์เองหรือกระทั่งพวกลูกปืนต่างๆ ซึ่งจะมีเสียได้ถ้า มันอยู่ในสภาพไม่สมบูรณ์

4. เกียร์ลื่น

       อาการนี้ท่านผู้รักรถยนต์มักเจอในระบบ เกียร์ธรรมดา มากกว่าครับลองให้ท่านนึกดูนะครับว่ามีไหมที่คุณขับรถยนต์อยู่ดีๆ แล้วปรากฏว่าเกียร์รถยนต์ที่เข้าตามตำแหน่งถูกเลื่อนออกมาที่ตำแหน่งเกียร์ว่าง ซึ่งในเกียร์อัตโนมัติเองก็อาการคล้ายๆกัน แต่จะเห็นชัดมากกว่าตอนที่คุณเร่ง เช่นใช้คันเร่งเท่าเดิม แต่ใช้เวลามากขึ้น หรือรถไม่ค่อยวิ่งทั้งที่เร่งเต็มพิกัด อาการเกียร์ลื่นเอง มักมีสาเหตุจากน้ำมันเกียร์อยู่ในระดับต่ำเกินไป บางครั้งอาจะมีส่วนมาจากคลัทช์ลื่น หรือผ้าคลัทช์เหลือน้อยด้วยครับ

5.คลัทช์ติด

       อาการนี้ท่านผู้รักรถยนต์อาจจะไม่เกี่ยวกับตัวชุดเกียร์โดยตรงและมักเป็นมากในรถยนต์เกียร์ธรรมดา แต่อาการคลัทช์ติดอาจเกิดขึ้นได้กับท่านผู้รักรถยนต์ โดยเฉพาะคนที่ชอบขับรถที่มีอายุการใช้งานที่มาก ซึ่งอาการนี้เกิดจากคลัทช์เองไม่สามารถแยกตัวออกจากล้อช่วยแรง หรือภาษาอังกฤษที่เรียกว่า Fly Wheel ซึ่งมันจะติดอยู่กับเครื่องยนต์ได้และมันทำให้คุณไม่สามารถเข้าตำแหน่งเกียร์อื่นๆได้ เนื่องจากคลัทช์ยังทำงานอยู่ ซึ่งการฝืนอาจจะทำให้ชุดเกียร์ได้รับความเสียหายได้ครับ

6. น้ำมันเกียร์รั่ว

       เป็นอาการที่ชัดเจนและท่านผู้รักรถยนต์สามารถสังเกตได้ครับ เพราะเกิดได้ทั้งกับเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ โดยอาจจะเริ่มแค่ซึมๆ ตามห้องเกียร์ แต่อย่ามองข้าม เพราะมันอาจจะเป็นปัญหาใหญ่ได้ การที่ชุดเกียร์มีระดับน้ำมันต่ำ อาจทำให้เกิดอุณหภูมิสูงในชุดเกียร์ และพังในท้ายที่สุด แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆ แต่การซ่อมก็ไม่ง่ายเพราะ การถอดประกอบเกียร์ต้องมีความชำนาญการไม่ต่างจากเครื่องยนต์ตามศูนย์บริการและอะไหล่ของค่ายรถยนต์ต่างๆครับ

7. อาการของเกียร์ไม่ตอบสนอง

       อาการนี้เรียกว่าหนักสุดๆเลยครับ ท่านผู้รักรถยนต์ลองนึกดูนะครับจะเป็นอย่างไร ถ้าเกียร์ดับสนิทง่ายมากมันจะไม่ตอบสนองเลย โดยทั่วไปแล้วอาการนี้มักพบกับเกียร์อัตโนมัติมากกว่า เมื่อคุณเข้าตำแหน่งที่ต้องการแล้ว กลับพบว่าชุดเกียร์ไม่สามารถเดินหน้าหรือถอยหลังได้ ตายสนิทมันอยู่ตรงนั้นนั่นแหละบางครั้งในกรณีเดียวกัน อาจจะมีอาการคล้ายคลัทช์หรือเกียร์ลื่น ซึ่งลักษณะดังกล่าวมักจะเจอในเกียร์ธรรมดา ซึ่งถ้าเกิดอาการนี้ ทีมงานแนะนำเลยครับว่าให้รีบนำรถยนต์ของท่านเข้าศูนย์บริการและอะไหล่ของท่านโดยเร็วที่สุดเลยครับ

       เป็นอย่างไรบ้างครับ สาระความรู้รถยนต์ และ เกร็ดความรู้รถยนต์ ที่ทางทีมงานของ โตโยต้า กรุงไทย นำมาแนะนำในครั้งนี้ให้ครับ ซึ่งจากอาการทั้งหมดที่กล่าวมาทางทีมงานเชื่อเลยว่า หลายท่านคงพอจะได้ข้อสังเกตในเรื่องการทำงานของระบบเกียร์รถยนต์ ที่ท่านเองก็สามารถนำไปใช้ได้ในเบื้องต้นครับ ซึ่งเรื่องการดูแลรักษารถยนต์ไม่จำเป็นต้องช่างก็สามารถทำเองได้ครับผม ซึ่งคราวหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ต้องคอยติดตาม

นอกจากนี้ทางเรายังมีบริการอื่นๆจาก ศูนย์ซ่อมตัวถังและสี, ศูนย์บริการและอะไหล่ ไว้ให้บริการ


โปรแรงๆ ขวัญใจ กระบะ Revo


ติดตามข่าวสาร โปรโมชั่นดีๆ และความเคลื่อนไหวของเรา

โตโยต้า กรุงไทย ได้ที่

youtube_logo  facebook icon  line icon  google plus icon  twitter icon


แชร์บทความ